pearleus

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปลอมบัตรประชาชนเบิกเงินธนาคาร


                        เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่สภ.เมืองสมุทรสาคร พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล รองผู้บังคับการฯ , พ.ต.อ.ชัยยุทธ ถมยา ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร และ พ.ต.อ.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ ผกก.สส.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวนายธงชัย เก่าบางยาง อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 6 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาที่ปลอมแปลงบัตรประชาชน แล้วนำไปใช้ในการเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อเบิกเงินจากธนาคารต่างๆ
                        พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมตัวนายธงชัย เก่าบางยาง ผู้ต้องหารายนี้ได้นั้น  นายธงชัย ได้นำเอาบัตรประจำตัวประชาชน(ปลอม) ซึ่งระบุชื่อในบัตรว่า นายทองพันธ์ มะลิวงษ์ มีชื่อที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตรงกับเจ้าของบัตรจริงทุกประการ ยกเว้นรูปในบัตรเป็นรูปของนายธงชัยฯ โดยได้นำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารทหารไทย สาขาสมุทรสาคร เพื่อขอเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ โดยผู้ต้องหาได้กรอกข้อมูลในใบเปิดบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่ของธนาคารฯ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนนั้นผิดสังเกต เพราะไม่พบลายน้ำที่บัตรประจำตัวประชาชน อีกทั้งเมื่อนำบัตรประชาชนใบดังกล่าวไปเสียบยังเครื่องอ่านบัตรแล้ว ก็ไม่สามารถอ่านได้ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบและเดินทางมาตรวจสอบ ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหารายนี้ก็ได้ให้การรับสารภาพว่า บัตรประจำตัวประชาชนที่นำมาใช้เปิดบัญชีนั้นเป็นบัตรประชาชนปลอม ซึ่งได้นำมายื่นใช้ต่อเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารเพื่อขอเปิดบัญชีในนามของนายทองพันธ์ฯ จากนั้นก็จะนำสมุดบัญชีที่เปิดได้มาแล้วนำไปเบิกเงินจากธนาคาร ในนามของนายทองพันธ์ฯ นั่นเอง
นายธงชัย เก่าบางยาง ผู้ต้องหา
                         และจากการสืบทราบของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่า ผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้ก่อเหตุกับนายทองพันธ์ มะลิวงษ์ ผู้เสียหายเพียงรายเดียวเท่านั้น แต่เคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับผู้เสียหายอีก 2 คน (ที่ตรวจพบในขณะนี้) คือ นายชัยยศ ทองเขาอ่อน อายุ 52 ปี กับ นายสมชาย เลขะภักดีกุล อายุ 49 ปี จึงได้ติดต่อให้ผู้เสียหายเดินทางมาที่กองกำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร เพื่อดูตัวผู้ก่อเหตุซึ่งก็ตรงกับหลักฐานที่ผู้เสียหายอีก 2 คน มีอยู่ในมือนั่นคือ สำเนาบัตรประชาชนปลอมที่ทางธนาคารฯ ได้ถ่ายเอกสารไว้ให้
                สำหรับนายชัยยศ ทองเขาอ่อนนั้น บุตรสาวได้เดินทางมาแทน และได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2557 มีคนปลอมแปลงบัตรประชาชนของบิดา และนำไปเปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพระราม 2 แต่ทางธนาคารเห็นมีพิรุธยิ่งเมื่อสอบถามถึงข้อมูลส่วนตัว ที่บิดาเคยให้ไว้กับธนาคารฯ แล้ว บุคคลดังกล่าว หรือนายธงชัย เก่าบางยาง ผู้ต้องหาไม่สามารถตอบคำถามได้ ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้โทรศัพท์มายังเบอร์ที่บิดาเคยให้ไว้ จึงได้รู้ความจริงว่ามีผู้ปลอมแปลงบัตรประชาชนของบิดาแล้วพยายามที่จะนำไปเปิดบัญชี จึงได้มีการระงับบัญชีไว้ ส่วนตัวผู้แอบอ้างนั้นเมื่อรู้ว่าไม่สามารถเปิดบัญชีได้ก็รีบออกไปจากธนาคารทันที
                           ส่วนกรณีของนายสมชาย เลขะภักดีกุล ผู้เสียหายอีกรายนั้น เหตุเกิดในช่วงปลายปี 2557 เช่นเดียวกัน โดยนายธงชัยฯ ผู้ต้องหาได้นำบัตรประชาชนปลอมในชื่อของนายสมชายฯ ผู้เสียหาย แต่ภาพถ่ายเป็นรูปของนายธงชัยฯ ไปเปิดบัญชีของธนาคารทหารไทย ในเขตบางแคฯ ซึ่งก็สามารถเปิดได้อย่างเรียบร้อย จึงทำให้นายธงชัยฯ ใช้บัญชีของนายสมชายฯ เบิกเงินสดไปจนหมดเป็นเงิน 1 ล้าน 5 หมื่นบาท โดยเมื่อนายสมชายฯ ผู้เสียหาย ซึ่งมีบัญชีจริงอยู่ที่สมุทรสาคร ไปเบิกเงินก็ได้รับการปฏิเสธจากธนาคารฯ เพราะว่าไม่มีเงินในบัญชีเหลือแล้ว ทั้งนี้นายสมชายฯ จึงได้ให้ทางธนาคารฯ ตรวจสอบและพบว่า มีผู้นำบัตรประชาชนปลอมมาเปิดบัญชีออมทรัพย์ ก่อนที่จะเบิกเงินไป ซึ่งทางธนาคารฯ ก็ยินดีที่จะรับผิดชอบคืนเงินให้แก่นายสมชาย เลขะภักดีกุล ทุกบาททุกสตางค์ โดยนายสมชายบอกว่าฯ หลังเกิดเหตุตนเองก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็รู้สึกมั่นใจในธนาคารทหารไทยเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้ว ทางธนาคารฯ ตรวจพบว่าเป็นความบกพร่องที่เกิดจากธนาคารเอง ทางธนาคารฯ ก็ยินดีรับผิดชอบ ซึ่งตนก็ยังคงมั่นใจและใช้บริการของธนาคารต่อ
                             และรายล่าสุดคือ นายทองพันธ์ มะลิวงษ์ อายุ 48 ปีนั้น ได้มอบหมายให้นาย สามารถ เผยกลาง มาเป็นผู้ดูตัวผู้ต้องหาแทน เนื่องจากติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ โดยในกรณีของนายทองพันธ์ฯ นั้น นายธงชัยซึ่งเป็นผู้ต้องหาได้พยายามที่จะเปิดบัญชีในชื่อนายทองพันธ์ถึง 4 ครั้งด้วยกันภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น โดยครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้นำบัตรประชาชนปลอมไปเปิดบัญชีที่ธนาคารทหารไทย ในห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ บางแค แต่ไม่สามารถเปิดได้ ต่อมาเมื่อวันจันทร์ก็นำไปเปิดอีกที่ ธนาคารทหารไทยสาขาอ้อมน้อย ซึ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จเช่นกัน และล่าสุดวันนี้ (อังคารที่ 10 กุมภาพันธ์) ได้พยายามไปเปิดบัญชีที่ธนาคารทหารไทย สาขาอ้อมใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้และเจ้าหน้าที่พบพิรุธหลายอย่างจึงได้มีการรายงานให้ทางธนาคารสาขาใหญ่รับทราบ และวางแผนเพื่อจับกุมผู้ต้องหารายนี้ จนกระทั่งในช่วงบ่ายนายธงชัยฯ ยังคงพยายามที่จะเปิดบัญชีต่อ ด้วยการนำบัตรประชาชนปลอมมาเปิดบัญชีที่ธนาคารทหารไทย สาขาสมุทรสาคร ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่พบตัวจึงได้ให้นายธงชัยฯ เปิดบัญชีธนาคารและขอบัตรประชาชนปลอม ซึ่งเมื่อได้หลักฐานแล้วก็ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ก่อนเข้าควบคุมตัวนายธงชัย เก่าบางยาง มาสอบสวนที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร และผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในที่สุด
                            ด้านนายธงชัย เก่าบางยาง ผู้ต้องหาให้การในเบื้องต้นว่า ตนเองเป็นเพียงผู้รับจ้างนำบัตรประชาชนปลอมที่นายแจ็คกับนายตี๋ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุลจริงทำมาให้นั้น ไปเปิดบัญชีธนาคารตามชื่อที่ปรากฏในบัตรเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาทำสำเร็จไป 1 ราย คือชื่อของนายสมชาย เลขะภักดีกุล ได้เงินค่าจ้าง 5,000 บาท แต่ถ้าเปิดบัญชีไม่สำเร็จนายแจ็ค กับ นายตี๋ ก็ให้นำบัตรประชาชนปลอมไปคืน แล้วก็ทำมาให้ใหม่ โดยตนเองไม่รู้ว่ามีกระบวนการทำบัตรประชาชนปลอมอย่างไร และใครเป็นคนทำ ตนมีหน้าที่เพียงแค่ทำตามคำสั่งของทั้งสองคนเท่านั้น ที่จะใช้วิธีการโทรศัพท์มาบอกเป็นระยะๆ ส่วนที่ต้องทำทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมาย ก็เพราะตนเองกำลังตกงานไม่มีเงิน เคยรับจ้างเป็น รปภ.แต่ก็ทำได้ไม่นาน ซึ่งเมื่อมาเจอนายแจ็ค กับนายตี๋ และรู้จักกันบังเอิญ ทั้งสองคนได้ชักชวนให้มาทำงานแบบนี้ อีกทั้งยังบอกว่าไม่ต้องกลัวตำรวจจับ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็พร้อมที่จะช่วยทันที จึงทำให้ตนตัดสินใจทำงานนี้
                              ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร บอกว่า หลังจากที่จับกุมตัวนายธงชัย เก่าบางยาง ผู้ต้องหารายนี้ได้แล้ว ก็จะทำการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดี โดยจะต้องสืบให้รู้ถึงผู้ที่ทำบัตรประชาชนปลอม และผู้ที่ลักลอบหาข้อมูลของลูกค้าธนาคารฯ เพราะจากการตรวจสอบจะพบว่า ขบวนการนี้ไม่เลือกผู้เสียหายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า จะเลือกเฉพาะบุคคลที่มีเงินเท่านั้น ซึ่งถือเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อสังคม ขณะที่ในส่วนของนายธงชัย เก่าบางยางนั้น ก็ได้ส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดีต่อไปในข้อหา ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และพยายามลักทรัพย์ นอกจากนี้นายธงชัยฯ ยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ในข้อหาครอบครองยาเสพติดอีกด้วย และทั้งนี้หากมีผู้เสียหายรายใดที่เคยถูกก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว ก็สามารถที่จะเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อจะได้ทำการตรวจสอบว่าเกิดจากขบวนการของนายธงชัย เก่าบางยาง หรือไม่ และจะได้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีเพิ่มเติม



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น