pearleus

ขอส่งเสด็จสู่สรวงสวรรคาลัยด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า นายมานพ เทียนมณี บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ชี้ชัดเจาะลึกและเว็บไซต์ชี้ชัดเจาะลึกพร้อมตระกูลเทียนมณี คณะผู้จัดทำหนังสือพิมพ์ชี้ชัดเจาะลึกเว็บไซต์ชี้ชัดเจาะลึก

หนังสือพิมพ์ ชี้ชัดเจาะลึก เดือนกันยายน 2560 ฉบับออนไลน์

สมุทรสาครเอ็กโปร 2017 ขอเชิญเที่ยวงานมหกรรม สินค้าและนวัตกรรม สรรค์สร้างเศรษฐกิจ วันที่ 7-13 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ดิน 49 ไร่ ริมถนนพระราม 2 เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

สมุทรสาครเอ็กโปร 2017 ขอเชิญเที่ยวงานมหกรรม สินค้าและนวัตกรรม สรรค์สร้างเศรษฐกิจ วันที่ 7-13 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ดิน 49 ไร่ ริมถนนพระราม 2 เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

สมุทรสาครเอ็กโปร 2017 ขอเชิญเที่ยวงานมหกรรม สินค้าและนวัตกรรม สรรค์สร้างเศรษฐกิจ วันที่ 7-13 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ดิน 49 ไร่ ริมถนนพระราม 2 เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

ป่อเต็กตึ๊งมอบทุนการศึกษา

ท่านเจ้าสัวมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบทุนการศึกษา
เมื่อเวลา 10.30น.วันที่26ก.ย.60 ณ.ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กทมฯ ท่านเจ้าสัววิเชียร เตชะไพบูลย์(ประธานมูลนิธิฯ) ได้เดินทางมาเป็นประธานมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับชั้น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เรียนดีประพฤติดีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ วัตถุประสงค์คืออยากให้เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา ได้ศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคต ภายภาคหน้าจะได้จะได้มีวิชาความรู้เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมือง ช่วยเหลือตนเองและสังคมต่อไปในวันข้างหน้า

ในวันนี้ทางท่านเจ้าสัววิเชียร เตชะไพบูลย์(ประธานกรรมการมูลนิธิฯ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้มอบทุนแก่146สถาบัน จำนวน580ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น6,040,000บาท(หกล้านสี่หมื่นบาทถ้วน) และจะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา นับว่าเป็นมหากุศลใหญ่ครับเพราะสิ่งที่ท่านเจ้าสัวช่วยสังคมและสาธารณะกุศลนี้ทำให้อนาคตของผู้ที่คลาดแคลนในด้านทุนทรัพย์แต่ใฝ่ศึกษากลับมีโอกาสได้เปลี่ยนอนาคตตนเองไปในแนวทางที่ดี






วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ธ.ธนชาตขอบคุณตำรวจ

ธนาคารธนชาต เข้าขอบคุณตำรวจที่จับโจรชิงทรัพย์ธนาคารได้ ที่ สน.วัดพระยาไกร

25 ก.ย.60 เวลา 11.00 น. นายนพดล เอมอิ่มธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายสาขา(สาทร) ตัวแทนผู้บริหารธนาคารธนชาต ได้มาที่ สน.วัดพระยาไกร เพื่อเข้าแสดงความขอบคุณ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์เงินสดจำนวน 257,000 บาท ที่ธนาคารธนชาต สาขาบางโคล่ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 และสามารถติดตามเงินของกลางที่ถูกชิงทรัพย์ไป กลับคืนมาได้เกือบครบ จำนวน 240,800 บาท
โดยมี พ.ต.อ.รัชพล ชนะศรีขจร ผกก.สน.วัดพระยาไกร, พ.ต.ท.พิพัฒน์ บุญพิทักษ์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.ชนันท์ เปรมปลื้มจิตต์ รอง ผกก.สส.ฯ, พ.ต.ท.นิพนธ์ กุลชฤทธิ์ รอง ผกก.จร.ฯ, พ.ต.ท.กฤษณะ จันทร์ประเสริฐ รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ และ นายณฐพนธ์ คงศิลา กต.ตร.สน.วัดพระยาไกร เป็นตัวแทนให้การต้อนรับ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับธนาคารในอนาคตต่อไป รวมถึงได้ประชาสัมพันธ์ แอพพลิเคชั่น Police i lert u เพื่อใช้ในการแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ได้อย่างรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอีกด้วย

อนึ่ง ในการจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ในคดีนี้ได้นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสนธิกำลังอย่างบูรณการร่วมกันของฝ่ายสืบสวนสอบสวนกันของกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล, กองกำกับการสืบสวนนครบาล5 และ สน.วัดพระยาไกร อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลดังกล่าว




เปิดศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมสมุทรสาคร

เมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 25 กันยายน ที่บริเวณลานวัฒนธรรมศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ต.มหาชัย อ.เมือง จังหวัดสมุทรสาคร   นายประภัสสร์ มาลากาญจน์   ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาครโดยมีภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ และรวมทั้ง ดร. สุนทร วัฒนาพร  อดีต สว. จ.สมุทรสาคร เข้าร่วม
ศูนย์แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมเข้ามาบูรณาการร่วมกับมิติของคน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้คนในสังคมมีการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนและเรียนรู้วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆในจังหวัดสมุทรสาครทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์วิถีชีวิตของชุมชนวัฒนธรรมประเพณีของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์ของจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ ไทยพื้นถิ่น ไทยจีน ไทยรามัญ และไทยทรงดำ ตลอดจนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเลือกใหม่และเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล 

 ศูนย์ ฯ   มีการจัดแสดงนิทรรศการ แบ่งออกเป็น 9 ห้อ ได้แก่ห้องจำลองสะพานปลาห้องชาติพันธุ์วิทยาห้องประวัติศาสตร์เมืองห้องจำลองพระเกจิอาจารย์ ห้องจำลองทะเลไทย ห้องจำลองลานเกษตร ห้องจำลองนาเกลือ ห้องโถงทางเดินด้านหน้ามีการแสดงนิทรรศการ บรรยากาศของเทศกาลกินเจ นำเสนอ ข้อมูลภูมิศาสตร์  และตราต้นไม้ประจำจังหวัด และห้องโถงทางเดินด้านหลัง เป็นการจำลองบรรยากาศวิถีชุมชนชาวจีนโบราณฯจำลองวิถีชุมชนชาวไทยพื้นถิ่นโบราณ และเส้นทางเดินรถไฟสายมหาชัย และห้องโถงกลางเป็นการจำลองป่าชายเลนแหล่งขุดค้นเรืออาหรับโบราณและโบราณวัตถุฯ จำลองแนวป้อมวิเชียรโชฏก โบราณสถานโบสถ์วัดใหญ่จอมปราสาท และศาลพันท้ายนรสิงห์ตลอดจนการจำลองพระพุทธรูปประจำจังหวัดสมุทรสาคร













สค. จัดอบรมข้าราชการบรรจุใหม่ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

                                    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 เวลา 14.00 น. ณ โรงแรมพรีม่าวิลล่า บางละมุง จังหวัดชลบุรี  นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เกียรติเป็นประธานมอบวุฒิบัตรและกล่าวปิดการฝึกอบรมข้าราชการบรรจุใหม่ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ซึ่งได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 2560 โดย นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง เลขานุการกรม เป็นผู้กล่าวเปิด 
การอบรมดังกล่าวเป็นหลักสูตร 5 วัน มีวัตถุประสงค์ให้ข้าราชการบรรจุใหม่ของ สค. จำนวนทั้งสิ้น 60 คน มีความรู้ความเข้าใจในภารกิจ บทบาทหน้าที่ โครงสร้างการบริหารราชการ วัฒนธรรมองค์กร หลักการปฏิบัติราชการ การทำงานเป็นทีม การสร้างเครือข่ายในการทำงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

นายเลิศปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ รัฐบาลและทุกภาคส่วนให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง "ข้าราชการ" ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนให้ภาครัฐมีการจัดการที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม และข้าราชการต้องปรับมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติ และร่วมกันดำเนินงาน อันได้แก่ การส่งเสริมการทำงานที่สอดคล้องเชื่อมโยงบูรณาการและสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน มีการสร้างพันธมิตรและการส่งเสริมการทำงานแบบประชารัฐ มีการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและการคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีการปรับเปลี่ยนภาครัฐเป็นรัฐบาลดิจิตอล
"ถึงแม้จะขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 ข้าราชการบรรจุใหม่ก็ต้องทราบหลักการพื้นฐานของราชการ โดยเฉพาะระเบียบแบบแผนของทางราชการ งานธุรการ งานสารบรรณ งานเอกสาร ที่ข้าราชการต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมไปถึงระเบียบการแต่งกายของข้าราชการ การประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อุทิศเวลาและทุ่มเทให้ราชการอย่างเต็มที่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน" นายเลิศปัญญา กล่าวในตอนท้าย

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนรับบัตรสวัสดิการ

 
สำนักงานคลังจังหวัดนครปฐม ขอให้ประชาชนตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเดือนตุลาคม ภายในวันที่ 30 กันยายนนี้
        นายกิตติศักดิ์ เมธาทัศน์ชวลิต คลังจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนตรวจสอบคุณสมบัติ ตามโครงการประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ ทางเว็บไซต์ www.epayment.go.th , www.mof.go.th และwww.fpo.go.th โดยการพิมพ์เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถขออุทธรณ์ให้ตรวจสอบใหม่ ภายในวันที่ 29 กันยายนนี้ เท่านั้น ซึ่งผู้ขออุทธรณ์ควรดำเนินการด้วยตนเองหรือบุคคลที่ไว้ใจได้ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่มีบุคคลอื่น ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานรับลงทะเบียนเพื่อให้ช่วยดำเนินการได้
        สำหรับการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เปิดให้ประชาชนทั่วประเทศ เริ่มรับบัตรตั้งแต่วันที่ 21 30 กันยายน 2560 ณ หน่วยที่รับลงทะเบียน และเริ่มใช้บัตรตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจังหวัดนครปฐม เป็น 1 ใน 6 จังหวัดปริมณฑล ที่ต้องขยายระยะเวลาในการรับบัตร เป็นวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เนื่องจากข้อมีจำกัดด้านเทคนิคการผลิตบัตรแบบ Hybrid 2 Chips เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและค่าโดยสารตามรายการและวงเงินที่กำหนด แต่การชำระค่าโดยสารรถ ขสมก. และ รถไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วม (บัตรแมงมุม) ของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนการผลิตบัตรดังกล่าว และต้องควบคุมคุณภาพการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งต้องบันทึก ข้อมูลสำคัญลงใน chip ของบัตรทีละใบ ก่อนนำไปทดสอบกับเครื่องอ่านบัตร (e-Ticket) ที่จะติดตั้งบนรถโดยสาร ขสมก. จึงทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างมาก

          ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคลังจังหวัดนครปฐม หมายเลขโทรศัพท์ 0 3434 0007-8 ในวันและเวลาราชการ



มท.1 มอบนโยบาย

รมว.มท. เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561

     24 ก.ย.60  เวลา 10:00น. ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 3 โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพมหานคร พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยมี นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังรวมจำนวน 170 คน
     ในวาระแรก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ช่วยกันปฏิบัติราชการในปีที่ผ่านมาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สร้างประโยชน์สุขให้กับพี่น้องประชาชน ตามปณิธาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขและแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ที่จะได้สานงานต่อและขับเคลื่อนงานใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
     จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องขับเคลื่อนงานตามแผนที่นำทาง (Roadmap) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งแนวทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จะต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการพื้นที่แทนรัฐบาล (Area Manager) จะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้ครบถ้วน เน้นการทำงานเชิงรุก เข้าถึงปัญหา รอบรู้ รับผิดชอบภารกิจทั้งในเชิง Agenda Function และ Area Based เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจทั้งท้องที่ ท้องถิ่น และมวลชนในพื้นที่ โดยต้องมีการดำเนินการตรวจติดตามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ (Achievement Monitoring System) อย่างต่อเนื่อง
     ในส่วนประเด็นเน้นย้ำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล (Agenda) ดังนี้
ด้านการปกป้องและเชิดชูสถาบันหลักของชาติ
     1. การเตรียมการจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาค โดยเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดดำเนินการอย่างสมพระเกียรติ เป็นไปตามราชประเพณี 
     ในเรื่องโครงการจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสร้างความสามัคคีของคนในชาติเพื่อน้อมถวายรัชกาลที่ 9 รวมทั้งโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ โดยเน้นย้ำให้จังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนด และสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ให้เตรียมพร้อมดำเนินการในช่วงเวลาถัดไป ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยจะได้แจ้งแนวทางให้ทราบต่อไป
     ในเรื่องการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต (Way of Life) ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าใจกรอบแนวคิดหลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่าสามารถนำไปแก้ไขปัญหาได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในการน้อมนำมาปฏิบัติทั้งการดำรงชีวิตและการปฏิบัติงาน โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนกรอบแนวคิด (Mind Set) ด้วยการใช้กลไกครู ก. ระดับอำเภอและตำบล ไปสอน ไปขยายผลตั้งแต่ในระดับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนำไปใช้ให้ได้
     2. การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ด้วยการเสริมสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ ต้องสร้างการรับรู้ การยอมรับ สัญญาประชาคมความเห็นร่วมฯ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
     3. การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องถือเป็นวาระสำคัญของจังหวัด และต้องดำเนินการในทุกมิติทั้งการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา บูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ภายใต้กลไก ประชารัฐโดยมุ่งเน้นการลด Demand side และSupply side โดยมุ่งขยายหมู่บ้าน/ชุมชนไม่มีปัญหายาเสพติดให้เพิ่มขึ้น และลดหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหาให้น้อยลง
     4. การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ และการทำประมงผิดกฎหมาย ต้องถือเป็นวาระสำคัญของจังหวัด และกำชับการปฏิบัติผ่านเวทีต่าง ๆ ในจังหวัด ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมควบคุมดูแลสถานบริการ สถานประกอบการต่าง ๆ ไม่ให้เกิดการลักลอบค้ามนุษย์ หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
     5. การแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) โดยน้อมนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาเป็นแนวทางดำเนินงาน โดยนายอำเภอซึ่งเป็นผู้นำขับเคลื่อนในพื้นที่ต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลพื้นที่ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย
     6. การดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ต้องวางระบบติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทุกเรื่องที่มีขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนผู้รับบริการทราบ
     7. การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนภายใต้นโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญในเรื่องการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน โดยจะต้องเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จในทุกขั้นตอนตามกฎหมาย
     8. การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร (พืชผลทางการเกษตร) โดยกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร และต้องพัฒนาใช้กลไกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดดำเนินการพัฒนาต่อยอดเกษตรกรในพื้นที่เป็น Smart Farmer ต่อยอดสนองนโยบายประเทศไทย 4.0
     9. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาล ด้วยการสนับสนุนสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ เน้นการบูรณาการของทุกภาคส่วนในการสร้างอาชีพชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์  จะต้องสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้วยการนำระบบ E-Commerce และระบบอื่น ๆ มาใช้ขยายตลาดให้มากขึ้น
     10. การสนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำหน้าที่เป็น Coordinator/Area Manager ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม และให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานการใช้ประโยชน์ที่ดินและสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนำเสนอความต้องการเชิงพื้นที่
     11. การบริหารจัดการขยะมูลฝอย ต้องกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดการขยะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) กลางทาง (ระบบการเก็บและขนส่ง) และปลายทาง (ระบบกำจัด) และดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะโดยขยายผลจากระดับจังหวัดไปสู่อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน "พื้นที่สาธารณะของทุกจังหวัดต้องสะอาด" รวมถึงเร่งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560
     12. การแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ด้วยการศึกษาแนวทางการดำเนินงานในการจัดการน้ำเสีย และต้องรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบำบัดน้ำเสียให้แก่ผู้ประกอบการในร้านอาหาร/ตลาด ชมชน และประชาชน ให้ตระหนักและมีจิตสำนึกร่วมรับผิดชอบในการบำบัดน้ำเสีย ณ แหล่งกำเนิดต้นทางให้มีคุณภาพดีก่อนจะระบายลงสู่แหล่งน้ำทั่วไป
     13. การบูรณาการแก้ไขปัญหาผักตบชวา โดยกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจและกำจัดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ประสานบูรณาการการดำเนินการกับกรุงเทพมหานครด้วย
     14. การปรับปรุงผังประเทศ ผังภาค ผังเมืองรวมจังหวัด ผังพื้นที่เฉพาะ และผังชุมชน จะต้องดำเนินการตามกรอบแนวทางการพัฒนาผังเมือง เพื่อนำไปสู่เมืองอัจฉริยะ คือ เมืองที่ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี
     15. การเตรียมความพร้อมในการจัดการสาธารณภัยในพื้นที่ ด้วยการเตรียมความพร้อมซักซ้อมการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัย เพื้อก้าวสู่การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 4.0
     16. การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ต้องเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์ของจังหวัด จัดทำขอบเขตของที่สาธารณประโยชน์ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการบุกรุกตามระเบียบกฎหมาย
     17. การพัฒนาระบบบริการด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยให้ทุกหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน โดยนำอุปกรณ์เครื่องมือที่มีอยู่มาใช้พัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงบูรณาการข้อมูล (Linkage Center) กับทุกหน่วยงาน
     18. การจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ ต้องจัดระเบียบผู้ค้าบนทางเท้าและริมชายหาด จะต้องศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่จำหน่ายอาหารบนทางเท้า ไปสู่ Street Food โดยบนทางเท้าต้องมีที่เดินของประชาชน
     19. การทำ MOU บ้านพี่เมืองน้องกับประเทศเพื่อนบ้าน  จะต้องประมวล MOU ที่ผ่านมา และจะมีแผนเดินต่อไปอย่างไร
     20. การพัฒนาบุคลากรพื้นที่แนวชายแดน ขอให้นำเสนอแนวทางการพัฒนาเพื่อให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการพัฒนาต่อไป
     สุดท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินตามโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในทุกด้าน และร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเกิดความผาสุกแก่ประชาชน