pearleus

ขอส่งเสด็จสู่สรวงสวรรคาลัยด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า นายมานพ เทียนมณี บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ชี้ชัดเจาะลึกและเว็บไซต์ชี้ชัดเจาะลึกพร้อมตระกูลเทียนมณี คณะผู้จัดทำหนังสือพิมพ์ชี้ชัดเจาะลึกเว็บไซต์ชี้ชัดเจาะลึก

หนังสือพิมพ์ ชี้ชัดเจาะลึก เดือนมิถุนายน 2560 ฉบับออนไลน์

ปีใหม่นี้ ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม กลับบ้านปลอดภัย มีวินัย มีน้ำใจ รักษากฎจราจร

เปิดงาน 70 ปีแห่งการครองราชย์ มหาราชา ไหว้เจ้า 9 ศาลเทศกาลกินเจจังหวัดสมุทรสาคร

แขวงการทางฯ จับมือ อบจ.เตรียมผุดโปรเจ๊กใหม่สะพานเกือกม้า จยย.แห่งแรกของประเทศไทย

ลงนามในสัตยาบัน เพื่อร่วมกันสร้าง “จังหวัดใสสะอาด อำเภอใสสะอาด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาด” โดยกลไกประชารัฐจังหวัดสมุทรสาคร ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559

ข้าราชการไทยไร้ทุจริต

“เตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2" ครูสืบทอดสูตรโบราณ"ทางเลือกที่ดีกว่า

“ผู้ว่าฯสัญจร ต.คลองมะเดื่อ” นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร และคณะหัวหน้าส่วนระดับจังหวัด ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตำบลละ 5 ล้าน

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อธิบดีกรมกิจการสตรีฯ ประชุมเตรียมความพร้อมคณะผู้แทนไทย ก่อนเดินทางไปรายงานด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ CEDAW ในต่างประเทศ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.60  เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการซักซ้อมการรายงานด้วยวาจาเสมือนจริงของคณะผู้แทนไทย ครั้งที่ 2 ในการนำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

โดยมี นางสาววันเพ็ญ สุวรรณวิสิฏฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. นางพรสม เปาปราโมทย์ รองอธิบดี สค. นางพัชรี อารยะกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และนางรัตนา สัยยะนิฐี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรี และได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุมดังกล่าว

นายเลิศปัญญา กล่าวว่า ประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาและปฏิบัติตามพันธกรณีว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และประกันการได้รับการปฏิบัติและดูแลจากรัฐอย่างเสมอภาคกันทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยประเทศไทยต้องเสนอรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาแก่คณะกรรมการประจำสัญญาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด


พร้อมระบุว่า  ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างเด่นชัดในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ทั้งในเรื่องกลไกในการดำเนินงานด้านสตรี เช่น ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการบัญญัติและแก้ไขกฎหมายที่สำคัญๆ เช่น การทบทวนประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการข่มขืนระหว่างการสมรส  การให้สิทธิแก่ผู้หญิงในการเลือกใช้คำนำหน้านามและชื่อสกุล และการสร้างความเข้าใจผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้มีความละเอียดอ่อนทางเพศ เป็นต้น
                            
อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่ามีข้อท้าทายในเรื่องทัศนคติดั้งเดิมในสังคม และภาพเหมารวม การจัดเก็บข้อมูลจำแนกเพศที่เป็นระบบครบถ้วน และการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทางการเมืองและการตัดสินใจที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยได้ตระหนักถึงข้อท้าทายดังกล่าวและมีความพยายามในการดำเนินการทั้งมาตรการทางกฎหมายและทางปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ให้หมดไป ...


*********************


"บิ๊กบี้" เตรียมแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคเหนือตอนล่าง-กลางตอนบน


พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานด้านแรงงานตามนโยบายรัฐบาล พร้อมรับฟังประเด็นปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยมี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดฯและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ให้คำชี้แจง   ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด ชั้น 5  ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ อ.เมือง จังหวัดนครสวรรค์ การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามและผลักดันงานด้านแรงงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ในจังหวัดนครสวรรค์ มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานหลายหน่วยงาน การดำเนินงานมีความสอดคล้องต่อศักยภาพที่โดดเด่นของจังหวัดและตอบสนองกับความต้องการของพื้นที่ ภารกิจด้านแรงงาน อาทิ การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบการฝึกพัฒนาทักษะฝีมือและการยกระดับฝีมือแรงงานการดูแลคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์ การดูแลด้านอาชีวะอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานเพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ข้าราชการกระทรวงแรงงานไม่สามารถทำงานได้ตามลำพังต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องด้านแรงงาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้วางรากฐานของประเทศ โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ในระยะ ๒๐ ปี กระทรวงแรงงานจึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระยะ ๒๐ ปี และแผนแม่บทพัฒนาแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับการปรับบทบาทของกระทรวงแรงงาน ให้สอดคล้องกับวาระปฏิรูปด้านแรงงาน ทั้งในเรื่อง Zerocorruption  Information Technology  Safety Thailand การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและแรงงานผิดกฎหมาย การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อรองรับ Thailand4.0  มิติใหม่ของการส่งเสริมการมีงานทำ  และการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายจ้าง ลูกจ้าง ภาคเอกชน และประชาสังคม เพื่อให้ยุทธศาสตร์มีความชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ในปี ๒๕๖๐ กระทรวงจะปรับบทบาทภารกิจกว้างขึ้น ให้ดูแลพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาพรวม จึงได้ลงพื้นที่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยตรง เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานด้านแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ต่อไป



***************************

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“จันทพร พลอินตา”ครูผู้สอนชีวิต-คิดวิเคราะห์ด้วย “ภาษาไทย” น้อมนำตามรอย “พระราชดำรัส”มุ่งมั่นใช้การศึกษาพัฒนาท้องถิ่น



“คุณครูอดทนนะ คุณครูจะช่วยเขาได้ เพราะว่าที่นี่ต้องการครู ไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่เขาสบายกัน ไม่ต้องสนใจ ขอให้ครูอดทน...”
พระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างไม่ถือพระองค์ เมื่อครั้งที่ทรงติดตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินยัง โรงเรียนบ้านแจ่มหลวง ตำบลวัดจันทร์อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2522เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้“จันทพร พลอินตา” มุ่งมั่นทำหน้าที่ “ครู” เพื่อเด็กบ้านป่าปลายดอยด้อยโอกาสในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลมาตลอดทั้งชีวิต โดยใช้ “ภาษาไทย” เป็นเครื่องมือเปิดโลกกว้างการเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จนได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัล “ครูยิ่งคุณ” ประจำปี 2560 จาก มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี


“ปีนั้น(2521)สอบบรรจุได้ที่อำเภอฮอด แต่จับพลัดจับผลูสลับกับเพื่อนได้มาอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม พอดีกับที่โรงเรียนบ้านแจ่มหลวงที่อยู่ลึกเข้าไปอีกไม่มีครู ก็เลยอาสาไป การเดินทางตอนนั้นต้องไปเริ่มต้นที่อำเภอสะเมิงพอหมดทางถนนที่รถแล่นได้ ก็ต้องเดินเท้าขึ้นดอยตามหลังม้าไปอีก 2 วันกว่าจะถึงโรงเรียน ไปถึงวันแรกก็เอาลูกอมไปแจกเด็กๆ เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงพูดเป็นภาษากระเหรี่ยงว่าไม่อร่อยแล้วคายออกมา ปรากฏว่าเขากินทั้งๆ ที่ยังไม่แกะห่อ ตอนนั้นเลยเกิดแรงบันดาลใจว่าเด็กๆ ยังต้องการความรู้และทักษะชีวิตอีกเยอะมาก” ครูจันทพรเล่าถึงการทำงานในยุคแรกๆ
ที่บ้านแจ่มหลวง(ปัจจุบันเป็นอำเภอกัลยาณิวัฒนา) ในห้วงเวลานั้นเป็นพื้นที่สีแดง ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ยังคงคุกรุ่น โรงเรียนและชุมชนเป็นเสมือนพื้นที่กันชนระหว่างทหารของรัฐบาลและทหารป่าเมื่อมีครูคนใหม่ย้ายเข้ามา “ครูจันทพร” จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษจากทุกฝ่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำงานตามพระราชดำรัสฯ และความศรัทธาใน 3 สถาบันหลักของชาติทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี


“พอปี 2524 ก็ได้ย้ายมาอยู่โรงเรียนวัดแม่กำปอง ตอนนั้นยังเป็นอำเภอสันกำแพง แม้จะอยู่ใกล้บ้านเกิดโดยห่างไปเพียง 11 กิโลเมตร แต่ก็ใช้เวลาเดินทางจากแม่ออนถึงแม่กำปองกว่า 6 ชั่วโมง ทั้งลุยโคลนขุดดินเข็นรถเครื่อง และพื้นที่ตรงนี้เองก็ยังเป็นสีชมพูที่มีความขัดแย้งอยู่ ทั้งโรงเรียนมีครู 3 คน เด็ก 70 กว่าคนต้องสอนแบบ 20 วันไม่หยุดเลย อีก 10 วันหยุดกลับบ้านเพราะการเดินทางยากลำบากมาก” ครูจันพรเล่า
ณ ที่แห่งนี้ “ครูจันทพร” ได้เกิดความคิดที่จะใช้ “การศึกษา” พัฒนาคนในชุมชนท้องถิ่นจากการที่ได้เห็นว่าผู้ปกครองของเด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือแม้จะเขียนหรือเซ็นชื่อก็ยังทำไม่ได้ จึงไปติดต่อเพื่อหาครู กศน. เข้ามาสอน แต่เพราะหนทางไกลและลำบาก ผลสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการทำหน้าที่สอนหนังสือเด็กๆ ในตอนกลางวัน และพอตกกลางคืนก็เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นครู กศน. สอนผู้ใหญ่ในชุมชนควบคู่กันไป
“ไม่ได้คิดว่าจะเป็นภาระเลย แค่อยากเห็นชาวบ้านเขามีความรู้เพราะได้เห็นมาตั้งแต่แม่แจ่มแล้วว่าการไม่มีความรู้นั้นเป็นอย่างไร ประกอบกันในช่วงนั้นคนในชุมชนก็มีปัญหาเรื่องความเชื่อที่ไม่ลงรอยกัน ก็เลยคิดว่าถ้าเราให้การศึกษาก็จะทำให้เขามีความคิด แล้วระหว่างที่สอนก็จะสอดแทรกเรื่องต่างๆ ให้เขามีความรักในประเทศชาติและบ้านเกิด เป็นคนไทยเหมือนกันจะขัดแย้งกันยังไงก็คุยกันได้ ตอนนั้นก็สอนแบบไม่สอน ชวนเขามาพูดคุยกัน ร้องเพลง เล่านิทานพื้นบ้าน แล้วสอนภาษาไทยแทรกไปด้วย” ครูจันทพรเล่า
ย้ายมาที่แม่กำปองเพียง 1 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินที่แม่กำปอง สมัยนั้นทางขึ้นหมู่บ้านแม่กำปองยังคงเป็นทางดินแคบๆ สองข้างทางยังเป็นป่ารกชัฏ ทั้งสองพระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท เพื่อไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านและครูที่โรงเรียนแม่กำปองโดยไม่ถือพระองค์ และไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและนับเป็นครั้งที่ 2 ของ “ครูจันทพร” ที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิดซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฯ เข้ามาติดตั้งเครื่องปั่นไฟฟ้าพลังน้ำทำให้ชาวบ้านได้มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาแม่กำปองไปสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศในปัจจุบัน


“การทรงงานหนักของทุกพระองค์เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน โดยเฉพาะการพัฒนาชุมชนเพราะว่าเราอยู่ตรงไหนไม่ใช่พัฒนาแต่โรงเรียน นักเรียนก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง ทุกอย่างต้องพัฒนาไปด้วยกันเป็น บ-ว-ร ทั้งบ้าน วัด และโรงเรียน แล้วเวลาที่สอนเด็กก็จะใช้ทักษะเรื่องของภาษาไทยพูดให้ไพเราะน่าฟัง ให้เด็กเป็นสื่อที่จะสอนเผื่อไปถึงผู้ปกครองด้วย  หลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ก็จะบอกว่าเราอยู่ประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ไม่มีประเทศไทยที่จะสุขเท่าประเทศไทย เห็นไหมเราอยู่บนดอย อากาศก็บริสุทธิ์ สูดหายใจได้เต็มปอด” ครูจันทพรเล่า
นอกจากใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสอนเด็กและผู้ใหญ่ “ครูจันทพร” ยังสลายความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนแห่งนี้ให้กับมาแนบแน่นเหมือนเดิม ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมายทั้งชวนแม่บ้านมาเรียนทำอาหาร ดอกไม้ประดิษฐ์ ฟ้อนรำฯลฯ เพื่อให้คนจากแต่ละหมู่บ้านได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน
“เวลาที่มาทำกิจกรรมก็จะสอดแทรกเรื่องของพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าที่เราได้มีไฟฟ้าใช้ก็เพราะพระเจ้าอยู่หัวฯ รักเรา เราก็ต้องรักพระเจ้าอยู่หัวฯ แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวฯ ถ้าเราไม่รักสามัคคีกัน แล้วบ้านเราจะเจริญเติบโตได้อย่างไร มาตอนหลังก็ทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่าพระองค์เสด็จมาไฟฟ้าสว่างไสว ก็สอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปทั้งในโรงเรียน พูดผ่านลำโพงในตอนเช้าถึงสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ และสอดแทรกเรื่องความรักบ้านเกิดเพื่อให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ค่อยๆ ซึมซับ” ครูจันทรพร ระบุ


ตลอดระยะเวลา 24 ปีกับการทำหน้าที่ๆ มากกว่าแค่การสอนหนังสือของ “ครูจันทพร” ที่โรงเรียนวัดแม่กำปอง ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย จากหมู่บ้านเล็กๆ ในป่าที่น้อยคนจะรู้จัก สู่พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับโลกที่ใครๆ อยากที่จะเข้ามาสัมผัสความสวยสดงดงามสักครั้งหนึ่งในชีวิต จนมีคำสรุปความสั้นๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ถึงคุณครูนักพัฒนาท่านนี้จาก “นายธีรเมศขจรพัฒนภิรมย์” อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่กำปองว่า...“ถ้าไม่มีคุณครูจันทพรในวันนั้น ก็จะไม่มีพวกเราแม่กำปองในวันนี้”
ปัจจุบัน “ครูจันทพร” ย้ายลงมาสอนอยู่ที่ โรงเรียนวัดห้วยแก้วอำเภอแม่ออน และใช้ประสบการณ์ในการสอนหนังสือกว่า 40 ปี คิดค้นพัฒนา “นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะกระบวนการแบบองค์รวม” หรือ “5T Model” เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ในวิชาภาษาไทยให้สามารถบูรณาการสอนได้กับทุกสาระวิชา จนได้รับรางวัลพระราชทาน “บัณณาสสมโภช ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” อย่างต่อเนื่องจำนวนถึง 3 องค์ในรอบ 10 ปี และยังออกแบบสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้การเรียนรู้ภาษาไทยของเด็กๆ เป็นเรื่องสนุก และสามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ให้เกิดขึ้นได้
“มาอยู่ที่นี่ก็พยายามเอาคำว่าบูรณาการมาใช้ ภาษาไทยบูรณาการกับวิทยาศาสตร์ได้ วิทยาศาสตร์ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต อะไรก็ได้ที่อยู่รอบตัวเรา ถ้าเด็กเข้าใจในการบูรณาการและลงมือทำ ทักษะภาษาไทยนั้นจำเป็นมาก ต่อให้เก่งวิทยาศาสตร์เก่งคณิต แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจกระบวนการฟังพูดอ่านเขียน ก็จะไปไม่รอด ก็เลยเอาทักษะภาษาไทยตรงนี้ใช้มาเป็นเครื่องมือให้เด็กไปหาความรู้ หลังจากหาความรู้แล้ว เด็กก็จะต้องใช้เทคโนโลยี ต้องลงมือทำ คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล และออกมานำเสนอ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สนุกและสามารถบูรณาการได้ทุกสาระวิชา” ครูจันทพรเล่าถึงแนวทางการสอนแบบ 5T


ในวันที่ทิศทางของการศึกษาไทยมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่ให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 “ครูจันทพร” ยืนยันว่าแม้จะอยู่บ้านป่าห่างไกลความเจริญ แต่ครูทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ได้โดยไม่ต้องง้อหรือรอให้มีเทคโนโลยี ขอแค่ครูมีคำว่า “บูรณาการ” อยู่ในหัวใจก็พอ
“ที่สำคัญเมื่อเราเป็นครู เราต้องรู้ว่าหัวใจครูนั้นอยู่ที่เด็ก เด็กต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง หัวใจครูอยู่ที่เด็ก ดังนั้นเราต้องทุ่มเททั้งการสอนและการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก คุณธรรมต้องนำวิชาการ และต้องมีความเมตตากับเด็ก เอาหัวใจเรามอบให้เด็ก แล้วเด็กก็จะมาอยู่ในหัวใจของเรา” ครูจันทพรกล่าวสรุป


สำหรับ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีนับเป็นรางวัลระดับนานาชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระปรีชาด้านการศึกษา  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตตั้งนาม “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศต่างๆภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และติมอร์ เลสเต รวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล ที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี,สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน โดยจัดให้มีการมอบรางวัลในทุก 2 ปี ซึ่งในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยจะพระราชทานรางวัลในวันที่ 11 ตุลาคม 2560.


***********************

ผักสานพลังสามัคคี “ชุมชนบ้านแก่นท้าว” ปลอดสารพิษ-ปลอดภัย-ลดรายจ่ายในครัวเรือน


เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ยึดติดกับเข็มของนาฬิกาของระบบทุนนิยม ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของคนส่วนใหญ่ในสังคมเปลี่ยนแปลงไป จากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสามารถพึ่งพาตนเองได้แบบดั้งเดิมเริ่มเลือนหาย ข้าวของเครื่องใช้ของกินทุกอย่างอย่างต้องจ่ายหรือซื้อมาด้วยเงิน แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการปลูกพืชผักสวนครัวในรั้วบ้าน

เมื่อความสะดวกสบายต่างๆ วิ่งเข้าหาถึงหน้าประตูบ้าน ความคิดแบบ “อยากได้อะไรก็ซื้อเอา” ขยายผลเข้าครอบงำวิถีชีวิต จนลืมคิดไปว่าสิ่งที่ต้องซื้อหามาบริโภคแต่ละวันนั้นล้วนแลกมาได้ด้วย “เงิน” บางวันจ่ายหลักสิบบางวันก็หลักร้อย รวมกันเดือนๆ หนึ่งก็เกือบหนึ่งหมื่นบาททั้งๆ ที่พืชผักสวนใหญ่แล้วสามารถปลูกได้เองแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พริก กระเพรา โหระพา ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกผักเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนั้น ต่างก็ใช้ทั้งสารเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อแข่งขันกันในตลาด ทำให้มีสารพิษตกค้างจำนวนมาก ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค


นางฟารีดา ดาโอะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลมายอจังหวัดปัตตานี เกิดแนวคิดว่าเมื่อเราบริโภคผักเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ทำไมเสี่ยงกินผักที่มีสารพิษตกค้าง แถมเสียเงินจำนวนมากในแต่ละเดือน ทั้งๆ ที่ สามารถปลูกไว้รับประทานได้เองภายในครัวเรือน จึงเป็นที่มาของการชักชวนกลุ่มแม่บ้านของชุมชนบ้านแขนท้าว อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานีให้หันมาปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รับประทานกันเองในครัวเรือน จนเกิดเป็น “โครงการส่งเสริมการผลิตและบริโภคผักปลอดภัยในครัวเรือน”โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่นอกจากจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของสมาชิกทุกคนในชุมชนอีกด้วย

นางกรรฐิมาณี มะเดงเกษตรกรต้นแบบวิถีพอเพียง และที่ปรึกษาด้านการปลูกผักปลอดสารพิษของโครงการฯ บอกว่า มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ทำสวนผสมผสานแบบเกษตรพอเพียงมานานหลายปีแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ในชุมชนไม่ค่อยรู้ เพราะมองจากถนนเข้ามาไม่เห็น โดยปลูกทุกอย่างที่กินและขายได้ทั้ง กล้วย, มะนาว, มะขาม, สะตอ, มะม่วง, ตาล, หมาก, ชะอมฯลฯมีบ่อเลี้ยงปลาดุก และแปลงปลูกพืชผักสวนครัวอีกนับสิบชนิด และก็เพิ่งเก็บมะนาวส่งขายที่ตลาดไป 25 กิโลกรัม ได้เงินมาถึง 700 บาท


ทั้งนี้ที่ผ่านมาสมาชิกในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมักจะมองว่าผักนั้นหาซื้อง่าย เดี๋ยวก็มี “รถโชเล่” หรือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างขับเข้ามาขาย  ลืมคิดว่าการซื้อผักครั้งหนึ่งใช้เงินอย่างน้อยที่สุดราว 30 บาท ถึง 150 บาท โดยเฉพาะในช่วงที่ผักมีราคาแพง  แต่ละเดือนเป็นเงินหลายพันบาท บางครอบครัวอาจถึงเกือบหนึ่งหมื่นบาท ที่สำคัญผักเหล่านี้มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก

โดยแรงจูงใจอีกทางคือทาง โรงพยาบาลมายอ  ร่วมให้ความรู้ พิษภัยจากการบริโภคผักที่ปนเปื้อนสารเคมี   และผลร้ายจากการบริโภคผักที่มีสารพิษตกค้าง โดยเฉพาะผักคะน้า ต้นหอม และผักชี ที่ชาวบ้านแทบไม่เชื่อว่าจะใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเยอะมากจนแทบไม่กล้ารับประทานผักชนิดนี้จากตลาดอีกต่อไป

นางยาวาเฮ อุมา หนึ่งในสมาชิก เล่าว่าเมื่อเห็นภาพและข้อมูลต่างๆ แล้วก็เริ่มตกใจ อย่างถั่วงอกนี่ก็ใช้สารเคมีเยอะมาก พอเห็นภาพคนเป็นมะเร็งแล้วก็ยิ่งกลัว เลยหันมาปลูกผักกินเอง  พื้นที่เล็กๆ เพียงไม่กี่ตารางวา ข้างบ้านปลูกพืชผักสวนครัวได้หลายชนิด  ตอนนี้คิดจะปลูกผักสลัดดูบ้าง

ด้านนางนูรียะห์  บือราเฮง   บอกว่าชุกชวนกันปลูกทานตะวัน, ฟักเขียว, อ้อย, แตงกวา, ถั่วฟักยาว, กระเจี๊ยบ, บวบเหลี่ยม, บวบงู และผักสวนครัวต่างๆ โดยต้นทานตะวันนั้นปลูกเพื่อเอาเมล็ดพันธุ์มาเพาะเป็นต้นอ่อนทานตะวัน ส่วนอ้อยนั้นก็ปลูกเพื่อที่จะนำมาคั้นเป็นน้ำอ้อยขาย

“ที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่อยู่กันหลายคนซื้อผักวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 80 บาท ตอนนี้ไม่ต้องซื้อแล้วเพราะมีผักแทบทุกอย่าง ซื้อแค่เนื้อสัตว์   ถ้าเก็บได้เยอะก็เอาไปแบ่งหรือแลกเปลี่ยนกัน ครอบครัวได้กินผักปลอดสารพิษจะได้ปลอดภัย  ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ซึ่งที่บ้านยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องของการทำสารอีเอ็มและปุ๋ยชีวภาพด้วย”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการฯยังได้จัดกิจกรรม“แข่งขันการปลูกผัก” โดยแบ่งออกเป็นโซนต่างจำนวน 4 โซนของชุมชน  มีรางวัลน่ารักเก๋ไก๋เป็นผ้าถุง 1 ผืนสำหรับผู้ชนะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องรวมไปถึงยังเป็นการช่วยสานความสัมพันธ์ สานความสามัคคีระหว่างสมาชิกในชุมชน   เกิดการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พืชผัก ผลผลิต เทคนิค ระหว่างกัน

“โครงการนี้นอกจากอยากที่จะให้สมาชิกในชุมชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการปลูกผักปลอดสารพิษไว้รับประทานกันเองในครัวเรือน ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้จำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือเราอยากเห็นความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจ เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันขึ้นในชุมชนของเรา ซึ่งเป็นภาพในอดีตที่กลับคืนมาสู่ชุมชนแห่งนี้อีกครั้ง และเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน”นางฟารีดา ดาโอะผู้รับผิดชอบโครงการกล่าวสรุป

การปลูกผักสวนครัวของชาวชุมชนบ้านท้าวแขน นอกจากจะประหยัดและปลอดภัยต่อสุขภาพแล้ว ยังก่อให้เกิดการรวมกลุ่มด้วยสามัคคีเข้มแข็งขึ้น และพร้อมที่จะขยายผลจากการดูแลสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครัวเรือนไปสู่การสร้างชุมชนแห่งนี้ให้มีสุขภาวะ


*********************

“ฮูกุมปาก๊ะ” เพื่อสุขภาวะของ “ชุมชนบ้านบาลา” เพิ่มมูลค่า “ขยะ” รักษาสิ่งแวดล้อม สู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน



“ขยะ” เป็นปัญหาสำคัญสำหรับทุกครัวเรือนและชุมชน ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมืองหรือชนบท ถ้าหากขาดการจัดการขยะที่ถูกวิธีก็จะสร้างปัญหาต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทัศนียภาพที่ดูไม่สบายตา ปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นแหล่งพาหะนำโรคต่างๆ และส่งผลต่อการใช้งบประมาณจำนวนของท้องถิ่นจำนวนมากในการกำจัดขยะ

บ้านบาลา ตำบลโล๊ะจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาสเป็นชุมชนสุดท้ายที่อยู่ติดกับพรมแดนไทย-มาเลเซีย เป็นหมู่บ้านต้นน้ำ “สุไหงโกลก” ที่เกิดจาก “น้ำตกสิรินธร”ในพื้นที่ของ เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าบาลา-ฮาลา ซึ่งติดกับชุมชน ด้วยการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัด ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ปัญหาที่ตามมาก็คือ “ขยะ” ที่ถูกทิ้งตามรายทางจากนักท่องเที่ยวที่ไม่มีจิตสำนึก


ชาวบ้านบาลา จึงได้รวมตัวกันและจัดทำ“โครงการชุมชนบ้านบาลาเพิ่มมูลค่าขยะเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อร่วมกันหาทางแก้ปัญหาขยะในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายมะอะฮูมือรี ยูน๊ะ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบาลา และผู้รับผิดชอบโครงการเล่าว่าที่ผ่านมาคนในชุมชนยังขาดความความรู้ในการจัดการคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้อง และมีปัญหาขยะจากนักท่องเที่ยวมาสร้างปัญหาเพิ่ม จึงเริ่มต้นจากให้ความรู้ในการจัดการขยะในครัวเรือน ขยายผลออกมาสูการดูแลหน้าบ้านของตนเอง ดูแลพื้นที่ส่วนรวมและสาธารณะต่างๆ ในชุมชน จนไปถึงแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนซึ่งก็คือน้ำตกสิรินธร

“ปัจจุบันแต่ละบ้านมีความรู้ในการแยกขยะภายในครัวเรือนมากขึ้น อย่างเศษอาหารจะนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ บริเวณหน้าบ้านก็จะมีพื้นที่สำหรับคัดแยกชนิดและประเภทของขยะ ที่เอามารีไซเคิลได้ก็จะรวมกันไว้ที่ธนาคารขยะ โดยมีกติกาของชุมชนหรือฮูกุมปาก๊ะที่ต้องยึดถือร่วมกัน”

โดย“ฮูกุมปาก๊ะ” หรือกติการ่วมกันของชาวบ้านบาลาเพื่อแก้ปัญหาขยะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นมีจำนวน 5 ข้อประกอบไปด้วย 1) ห้ามทิ้งขยะลงในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน 2)การจัดกิจกรรมภาคกลางคืน ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมให้เยาวชนสำรวจขยะในครัวเรือน ชวนกันเก็บขยะไปยังศาลาหมู่บ้าน เพื่อคัดแยกขยะส่งธนาคารขยะ 3)ร่วมกันสอดส่องดูแลขยะบริเวณน้ำตกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะของชุมชน 4)ช่วยกันทำความสะอาดกูโบร์ ฝายประปา คลอง ทุกๆ เดือน ทำความสะอาดมัสยิดทุกเดือน และ 5)ให้มีการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

หลายคนอาจจะสงสัยว่ากติกาในข้อที่ 2 นั้นทำไมต้องทำในช่วงกลางคืน ผู้ใหญ่บ้านบ้านบาลาได้อธิบายว่า “ในชุมชนของเรานั้นมีโครงการเยาวชนต้านภัยยาเสพติด โดยจะชวนเด็กและเยาวชนในชุมชนมาทำกิจกรรมเล่นลิเกฮูรูและปันจักสีลัตจึงนำเอาเรื่องของกีฬามาบูรณาการร่วมกันกับการทำงานเรื่องขยะ ส่วนที่ต้องสอนในเวลากลางคืนนั้นเพราะกลางวันจันทร์-ศุกร์เด็กต้องไปเรียนหนังสือ และเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนศาสนาหรือตาดีกาโดยข้อกำหนดในข้อที่ 2 นั้นๆ เกิดขึ้นจากเด็กๆ ที่ตกลงกันเองว่าจะคัดแยกที่บ้านและเอาขยะมาไว้ที่ธนาคารขยะและจึงค่อยทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับครูภูมิปัญญาพื้นบ้าน”

โดยขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้วนำมารวมกันไว้ที่ “ธนาคารขยะ” ของชุมชนนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหนึ่งที่นำมาแปรรูปไม่ได้ก็จะนำไปส่งขายในตัวเมือง โดยรายได้จากการขายขยะในส่วนนี้ก็จะนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในการซื้อไข่ไก่ เพื่อให้สมาชิกในชุมชนนำขยะในครัวเรือนที่คัดแยกแล้วมาร่วมกิจกรรม “ขยะแลกไข่” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในเรื่องการจัดการขยะ และสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน

ขยะอีกส่วนหนึ่งก็จะถูกนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วยการประดิษฐ์เป็นของที่ระลึกหรือภาชนะสำหรับใช้งานต่างๆ เช่น ขวดน้ำพลาสติกก็นำมาทำเป็น ไก่แจ้, นกเงือก, โคมไฟ, ถังขยะ ขยะเป็นที่โลหะ เศษเหล็ก และไม้ ก็นำมาทำเป็นที่โกยขยะ, ชั้นวางของ วัสดุเหลือใช้อย่างเศษผ้าถุงพลาสติก หรือซองขนมต่างๆ ก็นำมาประดิษฐ์เป็นเข็มกลัด, ดอกไม้, พรมเช็ดเท้า, ผ้ากันเปื้อน , กล่องใส่กระดาษทิชชู่ฯลฯ

น.ส.สุรียา บือราเฮง และนางนิซง วาหะกลุ่มอสม. นักคิดและนักประดิษฐ์ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า ผลิตภัณฑ์จากขยะทั้งหมดเกิดจากไอเดียและความคิดที่เห็นว่ามีขยะประเภทนี้เหลือเยอะในชุมชน จึงคิดลองผิดลองถูก และพัฒนาวิธีการทำดอกไม้ประดิษฐ์ ผ้ากันเปื้อน เข็มกลัดฯลฯ ขึ้นมาจากขยะและวัสดุเหลือใช้จนออกมาเป็นรูปแบบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สวยงามโดยไม่ได้มีใครมาสอน

“อย่างถุงขนมและถุงพลาสติกเมื่อก่อนเมื่อมีเยอะมากๆ ก็ต้องเผาทิ้ง ตอนนี้ก็เอามาทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์เป็นดอกไม้ในรูปแบบต่างๆ  พวกเศษผ้าที่เหลือใช้เมื่อก่อนก็เอามาเผาทิ้งตอนนี้ก็เอามาทำเป็นผ้าเช็ดเท้า ของเหลือใช้ต่างๆ ที่เมื่อก่อนทิ้งสามารถนำมาทำของใช้ได้เกือบทุกอย่าง” นางนิซงกล่าว

“ตอนนี้ชุมชนของเราสะอาดขึ้น เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกร่วมกันในเรื่องของการจัดการขยะและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนเห็นคุณค่าขยะว่าสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและจำหน่ายได้ ผู้สูงอายุ สมาชิกในชุมชนและ เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งทั้งด้วยการเดินไปเก็บขยะที่น้ำตกและตามพื้นที่ต่างๆ เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนทุกวัยในชุมชนของเรา โดยแนวทางการทำงานต่อจากนี้จะขยายผลด้วยการหาตลาดนำสินค้าที่ประดิษฐ์จากขยะไปขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อทำให้ชุมชนของเราเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น”น.ส.ยุสนีรา อูเซ็ง บัณฑิตอาสา จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุถึงเป้าหมายการทำงานในระยะต่อไป

นายนิอาแซ หะยีดอเลาะ และ น.ส.นูรูอาย มามะ นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโล๊ะจูดช่วยกันเล่าว่า ได้เข้ามาร่วมกับชุมชนในการให้ความรู้ในเรื่องการคัดแยกขยะในครัวเรือนต่างๆ ให้ถูกต้อง เพราะขยะถ้าไม่มีการจัดการที่ดีก็จะเป็นแหล่งพาหะนำโรคร้ายต่างๆ มาสู่ชุมชนได้ นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องของการทำน้ำหนักชีวภาพ และการทำน้ำสมุนไพรไล่แมลงต่างๆ

“ข้อดีที่เกิดขึ้นคือเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง รพ.สต.กับชุมชน ชาวบ้านเองก็นำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้อย่างถูกต้อง ตัวของเด็กๆ เองก็มีการแบ่งโซนความรับผิดชอบเพื่อเก็บขยะในชุมชน จากการทิ้งขยะรวมๆ กันจนเป็นภาระของเทศบาลและ อบต.ในการกำจัด แต่วันนี้ชาวบ้านบาลาทุกคนสามารถคัดแยกขยะได้ด้วยตนเอง เมื่อก่อนในชุมชนแห่งนี้พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกปีล่ะไม่ต่ำกว่า 5 ราย แต่พอมีโครงการนี้จำนวนคนไข้ก็ลดลง และยังทำให้ได้รับรางวัลหมู่บ้านปลอดลูกน้ำยุงลายเป็นที่ 1 ของจังหวัดนราธิวาสอีกด้วย”

นางอุศนา อาแซ นักพัฒนาชุมชน เล่าให้ฟังว่า จากเดิมชาวบ้านไม่รู้ว่าการรวมกลุ่มนั้นจะทำอย่างไร แต่เมื่อมีการมาจัดลำดับความคิดกันใหม่ ทัศนคติของคนในชุมชนแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป มีความสามัคคีกันมากขึ้นโดยใช้กิจกรรมต่างๆ มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างแม่บ้าน ผู้สูงอายุ และเด็ก เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

“สิ่งที่เห็นคือชาวบ้านมีศักยภาพในตัวเอง โดยกระบวนการกลุ่มนั้นจะช่วยดึงศักยภาพของคนในชุมชนออกมา ดึงเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์สูงสุด เกิดเป็นนวัตกรรมที่นำขยะมาแปรรูปเพิ่มมุลค่าประดิษฐ์เป็นของใช้ต่างๆ เกิดปราชญ์หรือครูภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นมาในหมู่บ้าน ซึ่งทักษะการจัดการตนเองที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ชุมชนแห่งนี้สามารถพึ่งพาตนเองไปได้อย่างยั่งยืน”

“ขยะ” ที่ถูกทิ้งขว้างสองข้างถนนที่ถูกต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ สร้างงานสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชน นับเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลไปสู่การจัดการชุมชนบ้านบาลาให้เป็นชุมชนสุขภาวะที่เข้มแข็งควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน.

*****************

MTI เปิดตัว MTI JOYSTICK 5 สี ใหม่ล่าสุด ในงาน SAHA GROUP FAIR ครั้งที่ 21 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560






 
MTI  เชิญชวนพบกันในงาน SAHA GROUP FAIR ครั้งที่ 21   ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560   ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  


โดยในวันที่ 29 มิ.ย. 60  เวลา 14.30 น. ร่วมพูดคุยกับ คุณจอย รินลณี ศรีเพ็ญ พรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอาง MTI  กับการเปิดตัว MTI JOYSTICK 5 สี ใหม่ล่าสุด

ร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย  ณ บูธเครื่องสำอาง MTI ภายในงานโปรโมชั่นพิเศษ MTI JOYSTICK สีใหม่ จากราคาปกติ 550 บาท ลดเหลือ 350 บาท (เฉพาะที่งานนี้เท่านั้น)

แลใน เวลา 16.00 น. พบกับการสาธิตการแต่งหน้า โดยวิทยากรจากโรงเรียนสอนศิลปการแต่งหน้า MTI
กับคอนเซ็ปต์การแต่งหน้า “ แต่งหน้า สายฝ. ” 


*********************