pearleus

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

มิวเซียมสยาม จัดนิทรรศการหมุนเวียน"ชาย หญิง สิ่งสมมุติ : ว่าด้วยเรื่องความหลากหลายทางเพศ" (Gender Illumination Exhibition)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค 61 เวลา 10.30 น. ณ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ(มิวเซียมสยาม) นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดตัวนิทรรศการชายหญิงสิ่งสมมุติ : Gender Illumination และ “ร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ”  เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ คนรักสองเพศ (DAHOT)
ซึ่งกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อความเข้าใจความหลากหลายทางเพศ ซึ่งผลักดันเรื่องการเปิดกว้างต่อทัศนคติด้านเพศ ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงคนในครอบครัว โดยในงานมีบุคคลสำคัญมาร่วมงานมากมาย โดยทางมิวเซียมสยาม จะเปิดให้เข้าชมนิทรรศการนิทรรศการชายหญิงสิ่งสมมุติ Gender Illumination เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 ก.ย.2561 และปิดทำการในวันจันทร์
 นายเลิศปัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติ และได้มีความพยายามผลักดันกฎหมาย ด้านต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม เช่น มีกฎหมายทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามและชื่อสกุลได้ตามความสมัครใจ การแก้ไขกฎหมายการข่มขืนกระทำชำเราซึ่งขยายความคุ้มครองแก่บุคคลทุกเพศ ทุกสถานภาพ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในสังคมยังมีอยู่ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเจตคติ หรือความเชื่อของสังคม เช่น เชื่อว่างานประเภทนี้หญิงทำได้แต่ชายไม่ควรทำ หรืองานประเภทนี้เหมาะกับชายมากกว่าหญิง และหลายครั้งการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่ได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเป็นธรรมในสังคม และการที่ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มาร่วมจัดงานในวันนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ พร้อมกับ 130 ประเทศทั่วโลก และเพื่อสร้างความตระหนักแก่สาธารณะในเรื่องความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากอคติทางเพศร่วมกัน
          ด้าน นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า มิวเซียมสยามได้จัดทำนิทรรศการ ร่วมจากหลายฝ่ายทั้ง หน่วยงานที่รณรงค์ เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ทั้งในและต่างประเทศ จัดนิทรรศการชายหญิงสิ่งสมมุติ Gender Illumination
โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้เรียนรู้ และเข้าใจ ต่อความหลายหลายทางเพศ ซึ่งจะทำให้สังคมเป็นสุข และเชิญชวนทุกคนมาร่วมเปิดความคิด ร่วมเรียนรู้ว่าความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องของเราทุกคน การได้เข้าใจ "ความหลากหลายทางเพศ" จะช่วยให้เราทบทวนและเท่าทันต่อความเป็นไปในชีวิตผู้คนร่วมสมัย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างลดอคติ ยอมรับและเคารพในเพศสภาพทั้งของตัวเราเอง และของคนอื่นมากขึ้น
          สำหรับ น.ส.ชนน์ชนก พลสิงห์ ภัณฑารักษ์ ผู้จัดนิทรรศการ กล่าวว่า ได้ใช้เวลากว่า 1ปี 7 เดือน ในการรวบรวมข้อมูล ทั้งด้านเนื้อหา ทัศนคติ สัมภาษณ์ ตลอดจนรวบรวมวัตถุจัดแสดงจากทั่วประเทศ เพื่อให้นิทรรศการสามารถสะท้อนเรื่องราว มุมมอง ทัศนคติที่หลากหลายในสังคม โดยแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ อาทิ เขาวงกตทางเพศ ห้องน้ำไร้เพศ บันทึก-เพศ-สยาม ฉากชีวิต ตบแต่งตัวตน คาเฟ่โรงละคร เป็นต้น
----------------------------------

เชียร์“บิ๊กโจ๊ก” ขยายผลจับไกด์โหด“ผีอาไห่” สาวให้ถึง“ตู้ห่าว”มาเฟียจีนทัวร์ศูนย์เหรียญ

จากกรณีไกด์จีนระเบิดอารมณ์ข่มขี่นักท่องเที่ยวชาวจีนไล่ให้ลงจากรถอย่างป่าเถื่อน เหตุไม่พอใจลูกทัวร์ซื้อสินค้าหมอนยางพาราน้อยไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้กับร้านค้า ปรากฏเป็นข่าวดังกระหึ่ม ทั้งทางสื่อโซเชียลและสื่อมวลชนที่ประเทศจีนโดยเฉพาะที่เผยแพร่ทาง “เพจอ้ายจง”เวปเพจชื่อดังมีคนเข้าไปดูหลายล้านคนจุดกระแสชาวจีนผิดหวังเสียความรู้สึกต่อการมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นวงกว้าง บางรายถึงขั้นไม่ขอกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกอย่างเด็ดขาด อาจสร้างความเสียหายเสียชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมหาศาลแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 11 พ.ค.61  ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง.ผบช.ทท  หรือ ”บิ๊กโจ๊ก”ได้นำตัวนายลี่ ไห่ (LI HAI) หรือฉายา “ผีอาไห่” อายุ 21 ปี  แถลงข่าว พร้อม เปิดเผยว่า นายลี่ไห่ เป็นไกด์เถื่อนสัญชาติจีน  ที่พากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 10 คน เดินทางมาเที่ยวไทยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.61  โดยมีบริษัท TYT (ไถ่หวันเถิง) จำกัด เอเย่นต์ทัวร์ในไทยเป็นผู้จัดโปรแกรมทัวร์ดังกล่าวให้ และมีนาย ลี่ไห่ เป็นไกด์นำเที่ยว กรุงเทพฯ ระยอง พัทยา และเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พ.ค.61  ขณะนักท่องเที่ยวกลับขึ้นรถหลังจากพาไปซื้อสินค้าหมอนยางพาราในเมืองพัทยา จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นาย ลี่ ไห่ เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมขอศาลออกหมายจับนายเจริญพร สุขวิถี กับนาง รัตนา หงส์ทอง กรรมการบริษัท TYT (ไถ่หวันเถิง) จำกัด ในข้อกล่าวหาก่อให้เกิดความเสียหายแกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสไกด์โหดดังกล่าว ยังคงร้อนแรง โดยสื่อมวลชนในประเทศจีนยังคงติดตามเจาะลึกขุดคุ้ยที่มาที่ไปโดยเฉพาะตามเพจท่องเที่ยวและเพจของกลุ่มมัคคุเทศก์ทั้งไทยและจีน ต่างกล่าวไปทำนองเดียวกันว่า นายลี่ไห่ ไม่เกรงกลัวตำรวจโดยเฉพาะในวันแถลงข่าวยังมีภาพปรากฏภายนายลี่ไห่ ยืนประจันหน้าจ้องตา"บิ๊กโจ๊ก"อย่างไม่เกรงกลัวหรือสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เพราะนายลี่ไห ถือดีว่ามีลูกพี่เป็นมาเฟียจีนมีอิทธิพลสูง ทั้งนี้การบังคับลูกทัวร์ซื้อสินค้าราคาสูงซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นเป็นจนเป็นที่เอื้อมระอาแก่สมาคมมัคคุเทศก์เป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงพากันเรียกร้องให้“บิ๊กโจ๊ก” ขยายผลหรือนำกำลังเข้าตรวจสอบ จะพบว่าหมอนยางพารารวมทั้งสินค้าประเภทอื่นๆที่ซื้อจากร้านค้ากลุ่มนี้เป็นของปลอมของที่ไม่มีคุณภาพและถ้า “บิ๊กโจ๊ก”ติดตามขยายผลจะพบว่า กลุ่มร้านค้าที่ว่านี้เป็นของชาวจีน 100 เปอร์เซนต์เจ้าของคือ “ตู้ห่าว”เปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยเพราะแต่งงานกับนายตำรวจหญิงระดับผู้กำกับการมีศักดิ์เป็นหลาน อดีต ผบ.ตร.และหลานสะใภ้ของ รอง.ผบ.ตร.คนหนึ่งใน สตช.มีการกู้ยืมเงิน 1,000 ล้านหยวนหรือ 5,000ล้านบาท จากนายทุนน้ำมันเถื่อนที่เมืองฝูเจิ้ง มณฑลแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นอดีตลูกพี่ของ “ตู้ห่าว”มาลงทุนสร้างร้านค้าหรูหราใหญ่โตและให้บริการเช่ารถรูปแบบเดียวกับกลุ่มโอเอ, สยามเจมส์,เจมส์แกลลอรี่ ,กลุ่มวังถลางหรือต้าลี่เก่า และกลุ่มแอ๊ปเปิ้ล กลุ่มไกด์จีน ที่รวมตัวกันเปิดร้านค้าเองที่กำลังโด่งดังที่จังหวัดภูเก็ต
นอกจากนี้ “ตู้ห่าว”ยังหลบหนีหมายจับจากแต้จิ๋วจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบ้านลูกหนี้น้ำมันเถื่อนที่เฝืองฝูเจี้ยน เข้ม   ...แฝงเป็นไกด์เถื่อนในประเทศไทยไทยร่วม 10 ปี จนเห็นช่องทางที่จะทำเงินมหาศาลได้ จึงติดต่อลูกพี่เก่าขอยืมเงินมาลงทุนดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่น่าสนใจในเพจของกลุ่มมัคคุเทศก์พากันคอมเม้นท์ทำนองว่า“ลี่ ไห่” คนนี้ไม่ธรรมดาวงการไกด์เรียกว่า “ผีอาไห่” เพราะความโหดร้าย ก้าวร้าว นักเลงโต จนคนในวงการไกด์เบื่อหน่าย ระอาใจ ไม่มีใครอยากมายุ่งเกี่ยวด้วย ชอบคุยโวโอ้อวดว่าไม่กลัวตำรวจ เพราะลูกพี่ของตัวเองจ่ายตำรวจทุกเดือน ลูกพี่ตัวเองเลี้ยงตำรวจ ลูกพี่เป็นญาติกับผบ.ตร.อยู่เมืองไทย จะทำอะไรก็ได้
ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กโจ๊ก”อาจตัดตอนไม่ขยายผลลงไปถึงร้านค้าของ “ตู้ห่าว”เพราะเกรงบารมีอดีต ผบ.ตร และอดีตรัฐมนตรีพรรคการเมืองหนึ่ง  ที่สำคัญบรรดามัคคุเทศก์ ต่างเชื่อว่าร้านค้ากลุ่มของมาเฟีย“ตู้ห่าว”เข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจรแน่นอน เพราะมีการออกเป็นเอกสารเป็นคำสั่งมีลายเซ็น "ตู้ห่าว" วางเป็นกฏข้อบังคับไกด์ทุกคนในสังกัดให้บังคับซื้อสินค้า ถ้าทำเป้าได้จะมีค่าตอบแทนที่สูงกว่ากลุ่มอื่น แต่หากไกด์คนใดกระด้างกระเดื่องพานักท่องเที่ยวไปจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้านอกสังกัด จะกลั่นแกล้งให้ตำรวจจับเพราะไกด์ในสังกัด“ตู้ห่าว” เกือบทั้งหมดเป็นไกด์เถื่อนชาวจีนไม่มีใบอนุญาต
นอกจากนี้ในเพจยังมีการลงรูปบัตรสีเหลืองที่ระบุว่าเป็นบัตรเมมเบอร์ประจำตัวไกด์ที่ออกให้โดยร้านค้าที่สังกัดอยู่ เพื่อแสดงถึงการนำลูกทัวร์เข้ามาซื้อสินค้าในกลุ่มบริษัทนั้นๆและเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันยอดเงินค่าน้ำหรือค่าคอมมิชชั่นของไกด์แต่ละคน บัตรดังกล่าวสีเหลืองคล้ายบัตรเครดิตมีรูปถ่าย "ผีอาไห่" มีตัวอักษรภาษาอังกฤษระบุชื่อ "A hai" No:MH090 มีโลโก้เป็นอักษร  M  อยู่กลางช่อมะกอก ด้านบนเป็นรูปมงกุฏ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Modern Gams International” จึงไม่น่ายากที่บิ๊กโจ๊กจะขยายผลไปให้ถึงกลุ่มร้านค้าต้นเหตุ
ขณะที่นายสุวิทย์ บุตรพริ้ง ได้เปิดประเด็นร้อนดังกล่าวในเพจดัง “สืบจากข่าว”ว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้ต้องปรบมือให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก”ของเราเพราะสามารถติดตามจับกุมนายลี่ไห่ หรือ “ผีอาไห่” ไกด์เถื่อนรายนี้ได้อย่างรวดเร็ว ตนไม่เชื่อว่านายตำรวจหนุ่มอนาคต ผบ.ตร.คนนี้จะยอมอยู่ใต้อิทธิพลของ“ตู้ห่าว” ถึงจะมีศักดิ์เป็นหลานเขยของอดีต ผบ.ตร.ก็ตามถ้าดูจากความมุ่งมั่นที่ "บิ๊กโจ๊ก"ประกาศมาตลอดที่จะกวาดล้างขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญให้หมดไปจากแผ่นดิน เชื่อว่า "บิ๊กโจ๊ก"ไม่เอาผลงานที่สะสมมาแลกกับการปกป้องมาเฟียกลุ่มนี้  เชื่อมั่นว่ามาเฟียจีนแค่นี้ไม่เป็นอุปสรรคทำให้"บิ๊กโจ๊ก"ของเรายอมรามือง่ายๆ
นายสุวิทย์ กล่าวว่า พฤติกรรมของไกด์เถื่อนรายนี้ ต้องใช้คำว่า ถ่อยสถุน ต่ำตมมากสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมหาศาล ตนคิดว่าหนักกว่า ครั้งที่"บิ๊กโจ๊ก"ขยายผลจากการจับกุมบริษัททัวร์ฝูอันและซินหยวน จนนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรโอเอ ครั้งนั้น"บิ๊กโจ๊ก"ขยายผลจากการเดินตามเอกสารเช่ารถของบริษัทโอเอทรานสปอร์ต ทำให้เชื่อว่าเป็นเครือข่ายอั้งยี่ซ่องโจรแม้ศาลยกฟ้องไปแล้วก็ตาม หรือเมื่อครั้งเรื่องเด็กสาวในชุดไทยฝืนยิ้มถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวจีน จนเกิดกระแสโซเชียลจีนทำคลิปออกมาล้อเลียนพฤติกรรมไม่จริงใจของบุคลากรแวดวงท่องเที่ยว เหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่ตนพูดถึงยังไม่ถือว่าร้ายแรงหรือสร้างความเสียหายให้วงการท่องเที่ยวเท่าครั้งนี้เทียบกันไม่ติดจริงๆพฤติกรรมของ “ผีอาไห่”ชัดเจนมากว่ามีการทำกันเป็นขบวนการเหมือนมาเฟีย มีการออกเอกสารเป็นคำสั่งมีลายเซ็นหัวหน้าแก๊งค์บีบบังคับนักท่องเที่ยวให้ซื้อสินค้ามีการข่มขู่ คุกคาม "แก๊งนี้ปล่อยไว้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดครับ"สื่อน้ำดีกล่าวปิดท้าย

************************

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สืบสวนกระทุ่มแบน ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด..


เมื่อวันที่ 18 พ.ค.61  ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี แก้วเอี่ยม ผกก.สภ.กระทุ่มแบน , พ.ต.ท.ภาคิน แสนพุฒิ รอง ผกก.สส.ฯ
      ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ศุกลฐวิญญ์ พรสิริวัฒก์ , พ.ต.ต.พัชรพงษ์ กาญจนวัฎศรี สว.สส.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.กระทุ่มแบน ร่วมหาข่าวจับกุมผู้ต้องหา เครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ตามนโยบาย ผบช.ภ.7 ทุกวันศุกร์
1. นายนิพันธ์ หรือเถิง สุขประเสริฐ อายุ 43 ปี  พร้อมของกลาง ยาบ้า 360 เม็ด , ยาไอซ์ 7.25 กรัม  ข้อหา ข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ  เหตุเกิดที่ ห้องเช่า หมู่ 5 ต.บางยางฯ  เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 61 เวลา 13.40 น.
2. นายเมธาสิทธิ์ หรือเนส วงค์ษา อายุ 41 ปี  พร้อมของกลาง สมุดจดรายการเก็บดอกเบี้ยเงินกู้  ข้อหา ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดฯ  เหตุเกิดที่ ห้องเช่า หมู่ 5 ต.บางยางฯ  เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 61 เวลา 13.40 น.
3.  น.ส.พรพิศ ฉายาลักษณ์ อายุ 38 ปี  ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลสมุทรสาคร ที่ จ.192/2561 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน ลักทรัพย์ , เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนจับกุมได้ที่ ซ.เทศบาล 2/10 ต.ตลาดกระทุ่มแบนฯ  เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 61 เวลา 19.00 น.
โดยผู้ต้องหาไม่สามารถขยายผลการจับกุมผู้ต้องหารายอื่นได้ เนื่องจากเป้าหมายรู้ตัว และหลบหนีไปก่อน จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี.

  เงาพญาราหู รายงาน




กศน.เจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เร่งขยายผลติวการค้าออนไลน์ฉบับชาวบ้าน


กศน.เจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เร่งขยายผลติวการค้าออนไลน์ฉบับชาวบ้าน เตรียมเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ออนไลน์  กศน. พุ่งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
                                                พลเอกสุรเชษฐ์  ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย กศน. ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้ กศน. เข้ามามีส่วนช่วยเหลือประชาชนในการสร้างช่องทางการขายสินค้าและเพิ่มรายได้ในชีวิตประจำวันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชน ในฐานะที่กำกับดูแล กศน. ตนจึงได้มอบแนวทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านไปยังเลขาธิการ กศน. โดยให้ กศน. ทั่วประเทศ ช่วยเหลือประชาชนในการทำการค้าออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น  Line  Facebook Instagram รวมถึงช่องทางการค้าขายผ่านเว็บไซต์ e-Commerce  หรือ e-Market  ต่างๆ โดยในระยะแรกเป็นการขยายผลจากกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการอบรมหลักสูตร  e-Commerce  จากศูนย์ดิจิทัลชุมชมของ กศน. เมื่อปี 2559 – 2561 ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ 109,000 คน โดยให้ผู้ที่ผ่านการอบรม 1 คน ไปขยายผลต่อให้ประชาชน 3 คน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2561 จะมีประชาชนที่ได้รับการขยายผลและสามารถขายสินค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ได้ถึงกว่าสามแสนคน ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการมีเงินหมุนเวียนในระบบได้ถึง 3 พันล้านบาท
                                พลเอก สุรเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ กศน. เปิดพื้นที่ของ กศน.อำเภอ และ กศน.ตำบล กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ออนไลน์ กศน. (ONIE Online Commerce Center – OOCC) เพื่อเป็นสถานที่สำหรับประชาชนในการแสดงสินค้า ประชาสัมพันธ์  วางจำหน่ายหรือสร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์  ตลอดจนให้คำปรึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตและการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในเบื้องต้นจะเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นตามแนวทางไทยนิยม ยั่งยืนต่อไป
                                ทั้งนี้ นายกฤตชัย  อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. ได้นำนโยบายดังกล่าวไปชี้แจงและมอบหมายภารกิจต่อเนื่องแก่ผู้บริหารสำนักงาน กศน.จังหวัดทั่วประเทศ ในการประชุมชี้แจงแนวปฏิบัติในการดำเนินการสอบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยและผู้บริหารการศึกษา ณ โรงแรม เอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า กทม. ว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้ สำนักงาน กศน.มีต้นทุนเดิมที่ดีมากอยู่แล้ว สามารถพัฒนาต่อยอดได้ทันที กล่าวคือผลิตภัณฑ์ชุมชนที่รวบรวมภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของ กศน. ประกอบกับที่ กศน.ได้จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ตามหลักสูตร Digital Literacy แก่ ครู ก. ครู ข. ครู ค. ในสองปีที่ผ่านมา และมีการขยายผลสู่ประชาชนผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับ 1 ในภารกิจสำคัญตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในเรื่องของการรู้เท่าทันเทคโนโลยีอีกด้วย ทั้งนี้ ในการดำเนินงานตามนโยบายเบื้องต้น เราจะต้องให้นิยามคำว่า “ผู้มีรายได้น้อย” ที่ตรงกันเพื่อทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนก่อน โดยการสำรวจกลุ่มเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานและเป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด จากนั้นจะได้จัดทำชุดความรู้เกี่ยวกับการขายและการตลาดแบบง่าย เพื่อให้ครู กศน.นำไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร โดยให้เป็นชุดความรู้ที่เข้าใจง่าย และเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติเองได้ เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับ e-Commerce พร้อมทั้งจัดทีมครู กศน.เป็นชุดประสานงานในระดับพื้นที่กับกระทรวงอื่น/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้ได้รับการช่วยเหลือต่อไป และประสานหน่วยงานอื่นในทุกระบบเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน มุ่งเน้นการทำงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เชื่อว่าแนวทางนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชน การพัฒนาชุมชน ตลอดจนส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน เลขาธิการ กศน.กล่าวในที่สุด
















นอภ.กระทุ่มแบน มอบหมายจนท.ถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยทุพลภาพ


17 พ.ค.2561 เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น.ภายใต้การอำนวยการของนายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบน ได้มอบหมายให้นายสมยศ วงษ์พันธ์ ปลัดอำเภอกระทุ่มแบน ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอกระทุ่มแบน นางสาวอนุธิดา เล็กท่าไม้ จนท.งานทะเบียนลงพื้นที่ร่วมกับจนท.ศูนย์บริการงานทะเบียนภาค สาขาจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยทุพลภาพ ในพื้นที่ ตำบลท่าไม้ ตำบลสวนหลวง ตำบลคลองมะเดื่อและตำบลแคราย รวมจำนวน 9 ราย
 ตามแนวทางการดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอกระทุ่มแบน (พชอ.) ในการขับเคลื่อนภายใต้แนวทาง คนกระทุ่มแบนไม่ทอดทิ้งใคร



นอภ.กระทุ่มแบน มอบหมาย ทีมหมอครอบครัว นำที่นอนยางพารา มอบให้กับผู้ป่วยติดเตียง



 
17 พฤษภาคม 2561 ภายใต้การอำนวยการของนายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอกระทุ่มแบน ภายใต้แนวทาง"คนกระทุ่มแบนไม่ทอดทิ้งใคร"  นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบน ในฐานะประธานคณะกรรมการในการขับเคลื่อน ได้มอบหมายทีมขับเคลื่อนตำบลตลาดกระทุ่มแบน (ทีมหมอครอบครัว) นำที่นอนยางพาราของศูนย์กายอุปกรณ์กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปมอบให้กับผู้ป่วยติดเตียงนางสาว สุนันทา แซ่ตั้น บ้านเลขที่1516/36 ต.ตลาด อำเภอกระทุ่มแบน