pearleus

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

นครปฐม อำเภอดอนตูมจัดกิจกรรม kick off แยกก่อนทิ้ง พร้อมขับเคลื่อนอำเภอสะอาด


อำเภอดอนตูม ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา ชุมชนจัดกิจกรรม kick off แยกก่อนทิ้ง พร้อมขับเคลื่อนอำเภอสะอาด เพื่อบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 25 มกราคม 2562 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม นายสุภณ สยามบุญนัญ นายอำเภอดอนตูมจังหวัดนครปฐม นำผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอดอนตูม และประชาชน 1,600 คนเดินรณรงค์กิจกรรม kick off “แยกก่อนทิ้งพร้อมลงนามความร่วมมือการขับเคลื่อนอำเภอสะอาดระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมู่บ้าน/ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอดอนตูม เพื่อบริหารจัดการขยะมูลฝอยของชุมชนตั้งแต่ต้นทางให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จากสถิติปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศพบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ขยะมูลฝอยที่ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง มีอัตราที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประกอบกับกระบวนการในการคัดแยกขยะ และการเก็บรวบรวม ยังไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาขยะตกค้างในพื้นที่ จึงเป็นวิกฤตของปัญหาขยะมูลฝอยที่สะสมมาเป็นเวลานาน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้อำเภอดอนตูมจึงได้ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงมหาดไทยจัดทำแผนรณรงค์ “แยกก่อนทิ้ง” ขึ้น เพื่อให้อำเภอดอนตูมเป็นเมืองสะอาด ปราศจากขยะมูลฝอย พร้อมกำหนดกรอบการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนในการวางแผนและกำหนดมาตรการ คือต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ตลอดจนจัดทำแผนบริหารจัดการขยะ และดำเนินการคัดแยกขยะ 4 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย เพื่อนำไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม











วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

พม.ชวนแสดงพลังร่วมเป็นหนึ่งเสียงยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมเปิดตัวการ์ตูนคาร์แรคเตอร์"ท่าทางที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นในครอบครัว"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 28 ม.ค. 62  เวลา 13.30 น. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในการแถลงข่าวการแสดงพลัง “ร่วมเป็นหนึ่งเสียงในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในรอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” และเปิดตัวการ์ตูนคาร์แรคเตอร์ “ท่าทางที่อยากเห็น และไม่อยากเห็นในครอบครัว” โดยมีนายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วย นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วมงานณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ

พลเอก อนันตพร กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจ พม. โพลศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ซึ่งสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2561 พบว่า ประเภทของการกระทำความรุนแรงอันดับหนึ่ง คือ การถูกทำร้ายทางร่างกาย รองลงมาคือ การล่วงละเมิดทางเพศ และการทำร้ายทางจิตใจ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลความรุนแรงในครอบครัว ตามระบบฐานข้อมูลความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ภายใต้ www.violence.in.th ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) พบว่า ในปี 2561 มีการทำร้ายร่างกาย เป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 59  รองลงมา คือ การดุด่า ดูถูก คิดเป็นร้อยละ 18 และการกล่าววาจา หยาบคาย/ตะคอก/ประจาน/ขู่/บังคับ คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมด

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อไปว่า กระทรวง พม. โดย สค. ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2561 ได้จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ ด้วยการรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ เพื่อสร้างกระแสสังคมให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาและนำไปสู่การรวมพลังของทุกภาคส่วนในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัวและความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “He For She : ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” มุ่งส่งเสริมผู้ชายให้มีบทบาทและส่วนร่วมในการยุติความรุนแรงฯ

นอกจากนี้ ยังร่วมกับสวนดุสิตโพลล์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ “ท่าทางที่อยากเห็น และไม่อยากเห็นจากบุคคลในครอบครัว” และได้มีการนำผลความคิดเห็นมาจัดประกวดการ์ตูนคาแรคเตอร์ท่าทางที่อยากเห็น และไม่อยากเห็นในครอบครัว เพื่อใช้สำหรับเป็นสื่อในการรณรงค์สร้างความตระหนักต่อปัญหาความรุนแรงฯ
และส่งเสริมให้มีการแสดงพฤติกรรมที่ดีเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดี ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ สำหรับในปี 2562 กระทรวง พม. โดย สค. มีแผนจะขับเคลื่อนการรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งการดำเนินงานในระยะต่อไปจะเป็นการสร้างกระแสสังคมเกี่ยวกับการ์ตูนคาร์แรคเตอร์ “ท่าทางที่อยากเห็น และไม่อยากเห็นในครอบครัว” โดยจะนำการ์ตูนคาร์แรคเตอร์ดังกล่าวไปผลิตเป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะชน อาทิ สื่อวีดิโอการ์ตูนภาพเคลื่อนไหว สื่อสติกเกอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อตั้งประชาสัมพันธ์ Standy ธงประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ผ่านสื่อในทุกช่องทาง ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Line Youtube Instagram เป็นต้น รวมทั้งนำไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม.

รมว.พม.สำหรับการจัดงานในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การ์ตูนคาร์แรคเตอร์ สื่อสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพของครอบครัว ในการรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ โดยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ช่องทาง ร่วมเป็นหนึ่งเสียงในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ แสดงออกด้วยการ “ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรง” และเพื่อเสริมสร้างความตระหนักต่อสังคม และส่งเสริมให้เกิดภาคีเครือข่าย ในการดำเนินงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย  กิจกรรมการเขียนข้อความเกี่ยวกับ “ท่าทางที่อยากเห็น ในครอบครัว” ลงบนบอร์ด White Ribbon การแสดงละครใบ้ การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการณรงค์ยุติความรุนแรง
ในการแสดงพลัง “ร่วมเป็นหนึ่งเสียงในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” กิจกรรมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยุติความรุนแรง ด้วยการลงชื่อและข้อความในการร่วมรณรงค์ผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์http://plan.dwf.go.th/public/campaign.do และการเปิดตัวการ์ตูนคาร์แรคเตอร์ “ท่าทางที่อยากเห็น และไม่อยากเห็นในครอบครัว” จำนวน 6 แบบ ได้แก่ 1) ครอบครัวแสนดี 2) ครอบครัวสุขสันต์ 3) ครอบครัวยิ้มสยาม 4)น้องอุ่นใจ 5)ครอบครัวตัว บ. และ 6) คุณแม่หวานใจกับเด็กชายก้อนเมฆ


“ทั้งนี้ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กระทรวง พม. ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมลงชื่อในเว็บไซต์ http://plan.dwf.go.th/public/campaign.do เพื่อร่วมเป็นหนึ่งเสียง ในการ “ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” หากประชาชนพบเห็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงหรือประสบปัญหาทางสังคม สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 บริการฟรี 24 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อไป” พลเอก อนันตพร กล่าวในตอนท้าย


*****************

สค.บูรณาการหลักสูตรเสริมสร้างและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรสำหรับเยาวชนในยุค 4.0


 เมื่อวันที่  27 มกราคม 2562 จังหวัดสมุทรสาครร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ใน จ.สมุทรสาคร นำโดย สนง.ประมง จ.สมุทรสาครร่วมบูรณาการกับ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาครและเยาวลักษณ์ฟาร์ม จัดอบรมนักเรียนจำนวน 50 คน ใน 10 โรงเรียน หลักสูตร "การเสริมสร้างและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรสำหรับเยาวชนในยุค 4.0" รุ่นที่ 2 ณเยาวลักษณ์ฟาร์ม ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ โดยมีนายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในการอบรม มีการแจกปัจจัยการผลิตแก่นักเรียนผู้เข้าอบรม ได้แก่ ไก่สามสายพันธุ์ คนละ 5 ตัว พันธุ์ปลากัด คนละ 2 ตัว กิ่งพันธุ์มะนาว คนละ 1 กิ่ง








วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

‘ดร.สุนทร’ อดีตสว.เปิดงานสมโภชน์พระบรมสารีริกธาตุ ที่อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร





















            เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ดร.สุนทร วัฒนาพร อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้เป็นประธานเปิดงานสมโภชน์พระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดธรรมจริยาภิรมย์ ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยมีนายเทพรัตน์ ศรีนิเวศน์ นายกเทศมนตรี ต.บ้านแพ้ว  เจ้าหน้าที่ และประชาชนให้ได้ต้อนรับ
            ทั้งนี้งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 มกราคม 2562 โดยความร่วมมือระหว่างเทศบาลต.บ้านแพ้ว กับวัดธรรมจริยาภิรมย์  เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา เสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

ฝ่ายปกครองบ้านแพ้ว เข้าตรวจสอบร้านขายรถมือสอง พร้อมไกล่เกลี่ยคู่อริ 2 วิมอเตอร์ไซด์



 
วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 13.00 น.  ภายใต้การอำนวยการของ ร.ต.ประพันธ์  ถึกสกุล  นายอำเภอบ้านแพ้ว  และนางสุณี  สุขสุเดช ปลัดหัวหน้ากลุ่มบริหารงานปกครองอำเภอบ้านแพ้ว   มอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง  ปลัดอำเภอศูนย์ดำรงธรรม   พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนบ้านแพ้ว

เวลา 13.00 น. ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบกิจการขายรถยนต์มือสอง  ที่ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย  จากการสอบถามอยู่ในระหว่างดำเนินการขอใบทะเบียนพาณิชย์   เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำในการจัดการขอเอกสารที่สำคัญให้เรียบร้อย  เพื่อจะได้นำเอกสารดังกล่าวมาขออนุญาตสถานประกอบกิจการค้าของเก่าประเภทรถยนต์มือสองกับทางอำเภอให้ถูกต้อง  โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ให้เวลาในการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  พร้อมมอบเอกสารความรู้เกี่ยวกับกฎหมายค้าของเก่าให้ผู้ประกอบกิจการนำไปศึกษา  และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย  หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาที่กำหนด  จำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เวลา 13.30 ดำเนินการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาท  กรณีพิพาทกันระหว่างสมาชิกวินรถจักรยานยนต์สาธารณะ  ทำให้สมาชิกแยกจัดตั้งเป็น 2 วิน  ซึ่งผิดเงื่อนไขในการจัดตั้งวินรถจักยานยนต์สาธารณะ  เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปรับความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย และนัดกันทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างคู่พิพาท ที่ว่าการอำเภอบ้านแพ้ว  โดยทางเจ้าหน้าที่จะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยประนีประนอม  คู่พิพาทยินยอมเข้าสู่กระบวนการ








“บิ๊กอู๋”เข้มสั่ง กสร.เอาผิดนายจ้างกรณีเครนยักษ์ถล่มทำคนงานตาย กำชับ สปส.จ่ายสิทธิประโยชน์

รมว.แรงงาน สั่งเข้ม กสร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเอาผิดนายจ้างตามกฎหมาย กำชับ สปส.ดูแลสิทธิประโยชน์แก่ทายาทกรณีลูกจ้างเสียชีวิตและคุ้มครองผู้บาดเจ็บตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีเครนถล่มขณะคนงานกำลังต่อเครนเพื่อก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่งย่านถนนพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ได้แก่ นายวิฑูรย์ ชัยมี นายษิน การสกุล นายวิชา กามีอ้าย นายธนโชค บริครุฑ และนายเติมศักดิ์ ศรีพิทักษ์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 4 คน และเมียนมา 1 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 3 คน ได้แก่ นายสวิง พรรษา นายประรุนัน พรรษา ได้รับบาดเจ็บสาหัส และนายไพโรจน์  รสซุ่ม ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ สำหรับผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลเลิดสิน ได้แก่ นายมิน อู สัญชาติเมียนมา ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ และนายยอดรัก ติณะมาศ แพทย์ให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ทายาทของลูกจ้างที่เสียชีวิตจากการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 เป็นค่าทำศพจำนวน 40,000 บาท ท่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างเป็นเวลา 10 ปี และทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม ส่วนลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับเงินทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาลวงเงิน 50,000 บาทถึง 1 ล้านบาท กรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ค่าทดแทนกรณีหยุดงานร้อยละ 70 ของค่าจ้างโดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี ค่าทดแทนกรณีสูญเสียไม่เกิน 10 ปี กรณีทุพพลภาพจะได้รับค่าทดแทนไม่น้อยกว่า 15 ปี และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งแบ่งเป็นค่าฟื้นฟูด้านอาชีพ 24,000 บาท และค่าฟื้นฟูด้านการแพทย์ 24,000 บาท

รมว.แรงงาน ยังได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 ตามมาตรา 14 ในกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในสภาพการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานและแจกคู่มือปฏิบัติงานให้ลูกจ้างทุกคนก่อนที่ลูกจ้างจะเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานบทลงโทษ มาตรา 16 ให้นายจ้างจัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้บริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวินามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัย ในกรณีนายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตราบต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัยให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างทุกคนก่อนการเริ่มทำงาน ทั้งนี้ มาตรา 56 นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 16 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 57 นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

 ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ยังมีมาตรการในการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เพื่อให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและความปลอดภัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด โดยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศหรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506