pearleus

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"บิวติน่า" แบรนด์อาหารเสริมน้องใหม่ คุณภาพพรีเมียมราคาสบายกระเป๋า

 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทีพีวาย ฟู้ด แอนด์ เบเวอร์เรจ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ความงาม เป็นที่ปรึกษาในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้กับแบรนด์ชั้นนำของไทยมากว่า 10 ปี และเป็นเจ้าของแบรนด์ “บิวติน่า” (Beautina) ผลิตภัณฑ์เสริมความงามน้องใหม่ ที่เน้นคุณภาพในระดับพรีเมี่ยมแต่ราคาสบายกระเป๋า ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เพราะเรื่องความสวย เป็นเรื่องของผู้หญิงทุกคน”
 นายชัยนันท์ กิติสารศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ เปิเผยว่า ผลิตภัณฑ์เสริมความงามในตลาดปัจจุบันมีราคาสูงเจาะกลุ่มตลาดไฮเอ็น เราจึงเล็งเห็นโอกาสทางการตลาด และความต้องการของผู้หญิง คือ เรื่องของความสวยงามเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ จึงเป็นที่มาในการออกผลิตภัณฑ์เสริมความงาม “บิวติน่า” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เพราะเรื่องความสวย เป็นเรื่องของผู้หญิงทุกคน” เรียกได้ว่าคุณภาพในระดับพรีเมี่ยมแต่จ่ายในราคาสบายๆให้คุณผิวสวยสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก ด้วย 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวพรรณ และ ผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน
  คอลลา กลูต้า พลัส Colla Gluta Plus ราคา 590 บาท ขนาดบรรจุ 30 แคปซูล เป็นคอลลาเจนที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและขนาดเล็ก เป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเรียบเนียน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด และยังชะลอริ้วรอยแห่งวัย อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวจากอันตรายของแสงแดด (UV) ทำให้ความหมองคล้ำลดลง และลดการอักเสบของผิวอีกด้วย
  ซีตรัส ซีซี Cicrus CC. ราคา 250 บาท ขนาดบรรจุ 15 กรัม x 10 ซอง
อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับถ่าย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย โดยช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ลดฝ้า กระ และจุดด่างดำ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบของผิวจากสิวและแสงแดดได้อีกด้วย
  คอลลี่ พลัส คิวเท็น Colly Plus Q10 ราคา 450 บาท ขนาดบรรจุ 15 กรัม x 10 ซอง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อุดมไปด้วยสารสกัดจากพืชตระกูลเบอรี่ และองุ่น ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ รวมทั้งมีส่วนช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้ผิวแข็งแรงและกระจ่างใสขึ้น และยังมี แอล-คาร์ นิทีน แอล-ทาร์ เทรต ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมัน และยังมี โคเอนไซม์ คิวเทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกัน การเสื่อมของเซลล์และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย
  แอปเปิ้ล ไฟเบอร์ แอล-คาร์ นิทีน พลัส ราคา 590 บาท ขนาดบรรจุ 30 แคปซูล อุดมไปด้วยใยอาหารสูงถึง 64.5% ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหารได้ทำให้ระบบขับถ่ายดี และยังอุดมไปด้วยสารประกอบโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกายช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีเส้นใยอาหาร "เพคติน" ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ลดคลอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมัน
  Me ราคา 790 บาท ขนาดบรรจุ 30 แคปซูล ตัวช่วยเร่งรูปร่างให้สวยด้วยสารสกัดจากถั่วขาว ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมัน ช่วยทำให้อิ่ม ดีท็อกซ์ล้างสารพิษในลำไส้ และปรับสมดุลลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพการขับถ่ายให้ดีขึ้น ช่วยดักจับไขมันใหม่ที่มากับอาหารขับออกจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ถูกดูดซึมในร่างกายจึงปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย
 สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม และเป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สอบถามโทร. 094-232-2636

อิมแพ็คจับมือสเฟียร์ เอ็กซิบิทส์ (สิงคโปร์) เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เพื่อการบริหารจัดการ อาคาร“Internet of Things Meets FM” ในงาน BMAM & GBR Expo Asia 2017

 พรพรรณ บุลเนอร์ 
วันที่  20-22 ก.ย.60 อิมแพ็คจับมือสเฟียร์ เอ็กซิบิทส์ (สิงคโปร์)เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เพื่อการบริหารจัดการอาคาร“Internet of Things Meets FM”ในงาน BMAM & GBR Expo Asia 2017
อิมแพ็ค ร่วมกับ สเฟียร์ เอ็กซิบิทส์ (สิงคโปร์) ประกาศความพร้อมจัดงานBMAM & GBR Expo Asia 2017หรืองานแสดงเทคโนโลยีเพื่อผู้บริหารจัดการอาคาร ก่อสร้าง และต่อเติมอาคารเขียวแบบครบวงจร ระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2560 ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานีภายใต้คอนเซ็ปต์“Internet of Things Meets FM” การรวมตัวของเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดเพื่อการบริหารจัดการอาคาร ขานรับนโยบายแห่งชาติประเทศไทย 4.0 มั่นใจผลตอบรับดีกว่า152 บริษัทร่วมจัดแสดงงานผู้ประกอบการเจรจาธุรกิจและชมงานกว่า 7,000 คน จาก 36 ประเทศทั่วโลก
น.ส.พรพรรณ บุลเนอร์ ผู้อำนวยการ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Internet of Things (IoT) หรือเทคโนโลยีที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อสั่งการและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ถือเป็นโซลูชั่นใหม่ที่ทุกธุรกิจกำลังจับตามอง เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจบริหารอาคารที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว มาช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้บริหารจัดการอาคาร สามารถควบคุมการใช้พลังงาน และลดต้นทุนในการบริหารอาคารได้อย่างเป็นรูปธรรม
รวมทั้งดูแลการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารด้วยInternet of Things (IoT)จึงเป็นเทคโนโลยีที่ทุกอุตสาหกรรมจะต้องก้าวให้ทัน เพื่อเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีรองรับนโยบายแห่งชาติประเทศไทย 4.0
สำหรับ BMAM & GBR Expo Asia 2017หรืองานแสดงเทคโนโลยีเพื่อผู้บริหารจัดการอาคาร ก่อสร้าง และต่อเติมอาคารเขียวแบบครบวงจร ได้รวบรวมผู้ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับระบบบริหารจัดการภายในอาคาร การก่อสร้างและต่อเติมอาคารประหยัดพลังงานไว้อย่างครบครัน
พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี 4.0 โดยบริษัทผู้นำอุตสาหกรรม อาทิ ดิจิตอลโฟกัส ซี.ไอ.กรุ๊ป Winnie’s Gadget  โซเด็กซ์โซ่ และอีกกว่า100 บริษัท ภายใต้คอนเซ็ปต์“Internet of Things Meets FM”ในงานยังมีโซน Smart Security & IOT เพื่อสาธิตวิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยกับระบบอินเตอร์เน็ตในยุค Internet of Things และยังมีโซนพิเศษ “Smart Building to Smart City Showcase” ที่จะแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมการออกแบบเมืองอัจฉริยะ “Thailand Smart Cities” สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และในสังคมดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศไทยสู่ระดับสากล
นอกเหนือจากงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจ ภายในงานยังมีการสัมมนา Facilities Management Conference ที่เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรม จากผู้เชี่ยวชาญในวงการ ที่จะมาให้ข้มูลทิศทางและแนวโน้มในอนาคตของการบริหารจัดการอาคารในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสัมมนาพิเศษ Thailand Green Building Conference สัมมนาด้านอาคารเขียวไทย เทคโนโลยีและวิธีการแก้ปัญหาของการก่อสร้างและต่อเติมอาคารเขียว รวมไปถึงวิธีการลดต้นทุนในการบริหารงาน เป็นต้น
งาน BMAM & GBR Expo Asia 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2560 ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องหลากหลาย อาทิ สภาสถาปนิก สมาคมสมาร์ทซิตี้ไทยแลนด์ สมาคมวิชาชีพการบริหารทรัพยากรอาคาร สมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร ฯลฯ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจให้งานมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จในการจัดงานBMAM & GBR Expo Asia ปีที่ผ่านมาที่มีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 152 บริษัท โดย 91 บริษัทเป็นบริษัทที่ดำเนินการในประเทศไทยและอีก 61 บริษัทต่างชาติ  ร่วมจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมบนพื้นที่กว่า 6,750 ตารางเมตร มีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 7,000 คน จาก 36 ประเทศทั่วโลก อาทิ เกาหลีจีนไต้หวันญี่ปุ่นไทยสิงคโปร์มาเลเซียอินโดนีเซียพม่าอินเดียอิตาลีเยอรมันเดนมาร์กออสเตรเลีย เป็นต้น เชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกันรายละเอียดเพิ่มเติม www.bmam-gbr.com





พม. จับมือBPW ประชุมเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีแห่งประเทศไทยร่วมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ


     เมื่อ 22 ก.พ. 2560 เวลา 11.45 น. พลตำรวจเอกอดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการการประชุมเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีแห่งประเทศไทย ASEAN Women Entrepreneur Network Thailand - AWEN Thailand จัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค
     พลตำรวจเอกอดุลย์  กล่าวว่า เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน (ASEAN Women Entrepreneurs’ Network) หรือ AWEN จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ.2553 ณ เมืองโบกอร์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในกลุ่มผู้ประกอบการทางธุรกิจร่วมกับ องค์กรหรือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีในภูมิภาคอาเซียน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  และสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (BPW) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (ASEAN Women Entrepreneur’s Network -  Thailand: AWEN Thailand ) ได้ร่วมกันจัดงานประชุมสมัชชาเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทยขึ้นมาในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกลุ่มผู้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ และเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีในประเทศไทย ให้เข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากกระบวนการสร้างความเชื่อมโยงในประชาคมอาเซียน
     พลตำรวจเอกอดุลย์ กล่าวต่อไปว่า จากนโยบาย การพัฒนาประเทศไทย “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการลดกับดัก 3 อย่าง คือ ความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำ และการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง นั้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ในการส่งเสริมสตรีกับการประกอบธุรกิจ โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจของสตรี รณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของสตรีในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ประกอบการสตรีในประเทศไทย ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ทั้งภายในประเทศ และในระดับนานาชาติ การจัดงานประชุมสมัชชาเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (ASEAN Women Entrepreneur’s Network -  Thailand: AWEN Thailand ) AWEN  Thailand ในครั้งนี้ จะเป็นการรวบรวมเครือข่ายสตรีไทยที่เป็นพลังขับเคลื่อนมีความเข้มแข็ง      ร่วมพัฒนาผู้ประกอบการสตรีไทย ให้ก้าวไปสู่การทำธุรกิจในระดับอาเซียน และระดับนานาชาติ
     นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงไทยมีศักยภาพ ทำงานเก่ง ไม่ว่าจะเป็นงานอาชีพ งานดูแลครอบครัว ผู้หญิงมีความสามารถในการบริหารจัดการ จะเห็นว่ามีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในวงการต่าง ๆ มากขึ้นกว่าในอดีต ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ส่งเสริมศักยภาพสตรี   การพัฒนาให้ผู้หญิงไทยมีศักยภาพ จะทำให้ผู้หญิงสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของประเทศได้อย่างแน่นอน
     ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทหญิงไทยในยุค 4.0” การบรรยายพิเศษ เรื่อง “Women Leadership in the Era of Thailand 4.0” ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีแห่งประเทศไทย ASEAN Women Entrepreneur Network Thailand - AWEN Thailand เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีในประเทศไทย เจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ จำนวน 200 คน





วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เทศกาลอาหารทะเล จังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 16

เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11.00 น. ที่ภัตตาคารนิวรสทิพย์  ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายประภัสสร์  มาลากาญจน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 16” ร่วมกับนางอินทิรา  วุฒิสมบูรณ์  ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม และนายสมพงษ์   จิระพรพงศ์  ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ส่งเสริมการท่องเที่ยวและโชว์ศักยภาพการเป็น “นครแห่งอาหารทะเล” ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางอาหารทะเลระดับประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า  จังหวัดสมุทรสาคร  ร่วมกับชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร  เทศบาลนครสมุทรสาคร  หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานเทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 16 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2- 6 มีนาคม 2560  บนพื้นที่ 49 ไร่ เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย  ถนนพระราม 2 ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โดยการออกร้านอาหารทะเลปรุงสำเร็จ  เพื่อการยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร  เป็นการจูงใจให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวจังหวัดสมุทรสาครอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายจังหวัด ให้เป็นนครแห่งอาหารทะเลและการเป็นครัวของโลกผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  กล่าวฝากอีกว่า  ขอเชิญชวนผู้สนใจเที่ยวงาน “เทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 16”  ซึ่งอาหารทะเลทุกเมนูในงานได้รับการรับรองมาตรฐานความสะอาด
และความปลอดภัยจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร โดยจะมีการตรวจสุขภาพผู้ประกอบอาหาร  ทุกร้านและตรวจหาสารปนเปื้อนในอาหารทุกวัน  ซึ่งจะมีป้ายอาหารปลอดภัย CLEAN FOOD GOOD TEST รับรอง นอกจากนี้ยังการันตีความอร่อยจากชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร  จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับประทานอาหารทะเลจากร้านอาหารขึ้นชื่อในจังหวัดสมุทรสาครกว่า 50 ร้านค้า ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนได้บริโภคอาหารทะเลที่มีคุณภาพ สด ปรุงสดใหม่ สะอาด รสชาติอร่อย ปลอดภัย ในราคายุติธรรม  นอกจากนี้  ยังมีการออกร้านสินค้า OTOP  การแสดงดนตรีของศิลปินชั้นนำ อาทิ ปู พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์  บัวผัน ทังโส  เพชร สหรัฐ  น้าหมู พงษ์เทพ กระโดดชำนาญ และมาลี ฮวนน่า โดยงานจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2560  เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป  บนพื้นที่ 49 ไร่ เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย  ถนนพระราม 2 ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร  โดยไฮไลท์ของงานใน 3 วันแรกท่านจะได้ชิมอาหารฟรีจากยอดนักปรุงอาหารชั้นนำ เช่น วันที่ 2 มีนาคม สมาคมเซฟแห่งประเทศไทยมาปรุงอาหารทะเลให้ได้ชิมฟรี  วันที่ 3 มีนาคม เชฟอุทัย หรือ คุณอุทัย ตันตระกูล ปรุงมัสมันบันลือโลก  และวันที่ 4 มีนาคม ลุงหรอยชวนชิม ปรุงแกงส้มปักษ์ใต้




















วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"หางโจว"บุกตลาดอาเซียน-เปิดตัวครั้งแรกในไทย หวังดึงนักท่องเที่ยวสู่เมืองที่ได้ฉายาว่าสวรรค์บนดิน

กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวแห่งนครหางโจวร่วมกับ นิตยสาร ไชน่า ทูเดย์สถานีวิทยุโทรทัศน์ด้านวัฒนธรรมแห่งนครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์วัฒนธรรมจีน กรุงเทพฯ สมาคมผู้สื่อข่าวไทย - จีน และสมาพันธ์ศิลปินไทย - จีน จัดงานเปิดตัวการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนครหางโจวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้หัวข้อ “สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน”เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนครหางโจว ของบรรดานักท่องเที่ยวจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้รู้จักนครหางโจวในมุมมองต่างๆ ตลอดจนยกระดับการท่องเที่ยวของนครหางโจว ให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น คุณหลิว   อวี่เฟิง ผู้ตรวจการคณะกรรมการการท่องเที่ยวนครหางโจวกล่าวว่า นครหางโจวเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  มีทะเลสาบซีหู และคลองต้ายวิ่นเหอที่เป็นมรดกของโลก โดยมาร์โค โปโลนักท่องเที่ยว ชาวอิตาเลี่ยน ชื่อดังระดับโลกเคยกล่าวถึงนครหางโจวไว้ว่า “เป็นสวรรค์บนดินที่งดงามตระการตา” ดังนั้นเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวที่มี ชื่อเสียงและความเป็นสากลของนครหางโจวซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม G20 เมื่อปีที่ผ่านมา จึงได้จัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนครหางโจวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้หัวข้อ“สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน”เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป อเมริกา โอเชียเนียรู้จักและมาเยือนมากขึ้น โดยเลือกจัดงานเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นที่แรกในอาเซียน
เฉิน เจียง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครรารชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
              “ก่อนหน้านี้ผู้จัดงานได้ทำการสัมภาษณ์บุคลากรในภาคธุรกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ตลอดจนผู้ทรงอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4 ประเทศ  คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ซึ่งทุกฝ่ายต่างชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของนครหางโจว  ได้นำข้อมูลการสัมภาษณ์อันมีค่าเหล่านี้มาจัดทำเป็นรายการสัมภาษณ์ที่มีชื่อว่า“สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน” พร้อมระบุว่า  นับเป็นครั้งแรกที่รายการสัมภาษณ์ “สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน”  จะได้เผยแพร่ “เรื่องราวของแดนมังกร” และ “เรื่องราวของนครหางโจว” ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์สู่สายตาชาวโลก ผ่านสื่อกระแสหลักในประเทศต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งในระหว่างประชุมสุดยอด G20 มีการแสดงที่มีฉากหลังเป็นภูมิทัศน์ขนาดมหึมาอันวิจิตรตระการตา บนพื้นที่จริง ณ ทะเลสาบซีหู ซึ่งเป็นผลงานของผู้กำกับชื่อก้องโลก “จางอี้โหมว” สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้การแสดง “สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน” ยังแสดงออกอย่างมีวรรณศิลป์โดยใช้ฟ้าต่างม่าน  ใช้ทะเลสาบต่างเวที  ใช้สะพานเป็นทิวทัศน์  ใช้แสงสีสาดส่องไปยังระเบียงน้ำของทะเลสาบซีหู อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมในการสร้างฉากหลังของการแสดงอีกด้วย  สะท้อนให้เห็นถึง องค์รวมของทะเลสาบซีหู เอกลักษณ์ของหางโจว มนต์เสน่ห์แห่งเจียงหนัน วัฒนธรรมสไตล์จีนและความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดตัวดังกล่าว ได้เชิญสื่อและบุคลากรในวงการต่างๆ อาทิ เว็บข่าวสำนักข่าว People's Daily เว็บข่าวสำนักข่าวซินหัว เว็บไซต์ china.com.cn เว็บไซด์ Chinese.net  เว็บข่าว CCTV เว็บข่าวเฟิ่งหวง เว็บข่าวสำนักข่าวกวงหมิง สถานีโทรทัศน์ฮ่องกง หนังสือพิมพ์ Asia News Time สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ Metro TV อินโดนีเซีย สถานีโทรทัศน์ Kah Lai Toiมาเลเซีย  สถานีโทรทัศน์ Wah Lai Toiช่อง U8 ของสิงคโปร์ เป็นต้น มาร่วมกันเป็นสักขีพยานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวนครหางโจว ซึ่งยุคทองของหางโจวกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างไรก็ตาม หลังจากการประชุม G20 ผ่านพ้นไป นครหางโจวกำลังต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วสารทิศด้วย ความมีชีวิตชีวาและความเปิดกว้าง  ดดยคาดหวังว่าการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนครหางโจวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้หัวข้อ“สัมผัสประสบการณ์หางโจวในประเทศจีน”นี้ จะทำให้ชาวโลกเข้าใจนครหางโจว มุ่งหน้าสู่นครหางโจว  และหลงรักนครหางโจวที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง

หลิว อวี่เฟิง ผู้ตรวจการคณะกรรมการการท่องเที่ยวเมืองหางโจว












วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อธิบดีสค.จัดอบรมต้นกล้าครอบครัว เน้นกิจกรรมสร้างคุณค่าให้ตนเอง มุ่งป้องกันความเสี่ยงค้าประเวณี


 เมื่อ 21 ก.พ. 2560 เวลา 09.00 น. นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมต้นกล้าครอบครัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการค้าประเวณี ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 2 ชั้น 11 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร
     นายเลิศปัญญา  กล่าวว่า ปัจจุบันสภาวะแวดล้อมและบริบทในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ทำให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นหญิงต้องเข้าใจสถานการณ์ เรียนรู้สังคม และต้องสามารถปรับตัว พัฒนา เปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าหากเด็กกลุ่มนี้มีพื้นฐานการปรับตัวหรือเพศสภาวะไม่ดีพอ จะทำให้ไม่เท่าทันสังคม หรือมีความประพฤติที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น หลงใหลในวัตถุ และพฤติกรรมบริโภคนิยม ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกล่อลวงทางเพศเพราะต้องการเงินมาซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย
    จากสถานการณ์ดังกล่าว การสร้างความตระหนักรู้และการมีความรู้เรื่องเพศสภาวะถือเป็นแนวทางป้องกันปัญหาที่มีประสิทธิภาพ สค. จึงได้พัฒนาและจัดทำคู่มือหลักสูตรต้นกล้าครอบครัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงการค้าประเวณีขึ้น เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณีให้กับผู้ปฏิบัติงานของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวของ สค. ทั้ง 8 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะและสามารถนำไปปรับใช้สำหรับดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพคณะทำงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) หลักสูตรดังกล่าวมีเนื้อหาการเรียนรู้เรื่องเพศสำหรับกลุ่มวัยใส(นักเรียนชั้น ป. 4 - ป. 6) โดยการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรจะคำนึงถึงวิถีชีวิต สังคม และประเพณีในท้องถิ่น ตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญในการสอน หรือจัดกระบวนการเรียนรู้เพศศึกษาในชุมชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เสริมทักษะ และความตระหนักในเรื่องเพศ ให้กับเด็กประถมปลาย หรือวัยใส เพื่อป้องกันมิให้ถูกล่อลวง/ล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนไม่ถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณี โดยหลักสูตรดังกล่าวประกอบด้วย 4 กิจกรรม สำคัญ ได้แก่ 1) กิจกรรมสร้างความตระหนักในตนเอง 2) กิจกรรมสร้างคุณค่าในตนเอง 3) กิจกรรมทักษะป้องกันตนเอง และ 4) กิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ซึ่ง สค. คาดหวังว่า หลักสูตรนี้จะช่วยให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีภูมิคุ้มกันและรู้จักป้องกันตนเอง ตลอดจนเป็นการดำเนินงานที่มีความสอดคล้องตามยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของ สค.และในอนาคตจะมีการขยายผลกิจกรรมดังกล่าวเข้าไปในชุมชนและในโรงเรียน เพื่อให้คนในชุมชนร่วมกันช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นการส่งเสริมให้มีเครือข่ายในการทำงานและช่วยเหลือกันอย่างยั่งยืน นายเลิศปัญญา กล่าวในตอนท้าย
     ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะทำงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน เจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว วิทยากรสื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ รวม 120 คน