pearleus

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เยือนวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง นนทบุรี - อยุธยา - สิงห์บุรี – อ่างทอง..ไปแล้วจะรัก..


กรมการพัฒนาชุมชนโดยภารกิจนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการเข้าถึงบริการของรัฐ เน้นการ สร้างโอกาส อาชีพและการมีรายได้ที่มั่นคงโดยการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง โดยการพัฒนาเส้น ทางการท่องเที่ยว 8 เส้นทาง 31 จังหวัด 125 หมู่บ้าน บนพื้นฐานของอัตลักษณ์และภูมิปัญญาพื้นถิ่น วัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของชุมชน สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนเพื่อสร้างรายได้สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ โดยการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของประชาชน 









                กรมการพัฒนาชุมชน นำสื่อลงพื้นที่เยี่ยม หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village) เพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไปเกิดการรับรู้ รับทราบ เข้าใจ มีทัศนคติที่ดีและมีความเชื่อมั่นไว้วางใจในด้านภาพลักษณ์ของกรมการพัฒนาชุมชนและภาพลักษณ์การดำเนินงานโครงการฯจนนำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนหรือเกิดความร่วมมือกับองค์กรในการพัฒนาต่อยอด เสริม
ความแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง
                วันที่ 29-30 ตุลาคม 2561 กรมการพัฒนาชุมชน นำสื่อมวลชนจัดกิจกรรม Press Tour  เส้นทางที่ 5 :ใน
วิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง นนทบุรี - อยุธยา - สิงห์บุรี อ่างทอง เริ่มต้นเดินทางไปยังหมู่บ้านมอญลงเรือ
ข้ามฟาก ที่วัดกลาง ไปยังหมู่บ้านมอญเกาะเกร็ด  สักการะวัดฉิมพลี ชมศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา  เยี่ยมชม
วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์สมุนไพรชาวบ้าน  ชมการทำขนมหันตา  แวะบ้านจ่ามงกุฎ   สักการะศาลเจ้าพ่อหนุ่ม สัก
การะวัดปรมัยยิกาวาส ไปยังหมู่บ้านโอ่งอ่าง สักการะวัดไผ่ล้อม ชมพระอุปคุต พระบัวเข็ม จำลองเจดีย์ชเวดากอง
หมู่บ้านเสาธงทอง สักการะวัดเสาธงทอง แล้วเดินทางจากวัดเสาธงทอง ข้ามฟากไปยังวัดบางจาก  
                สำหรับเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นหมู่บ้าน OTOP ต้นแบบภาคกลาง (Knowledge-based Village Cluster)
เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในด้านการผลิตสินค้าหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่
เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยมอญที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ซึ่งหมู่บ้านโอ่งอ่าง เป็นหมู่บ้าน OTOP Village Champion ที่นี้มีการขายของย้อนยุคในสมัยโบราณหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยสมัยโบราณหาทานยาก การทำขนมมงคล
หม้อดินเผา เครื่องปั้นดินเผา ขนมน้ำตาลปั้นที่ปั้นเป็นรูป ดอกไม้ ตุ๊กตา สัตว์ต่างๆ ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ชมวิถีชีวิต
ริมน้ำและชุมชนชาวมอญที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นและมากล้นไปด้วยเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่ง
                สักการะวัดไผ่ล้อม  วัดที่สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ อุโบสถ เป็นโบสถ์สมัย
อยุธยาที่งามมากแห่งหนึ่ง มีการซ่อมครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 ลายจำหลักไม้ที่หน้าบันเป็นลายดอกไม้สาหร่ายและรวงผึ้งแกะสลักไม้   มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามมาก  คนมอญเรียกวัดนี้ว่า "เพี๊ยะโต้" ข้างวัดไผ่
ล้อมมีวัดเก่าแก่ที่รักษาไว้ คงสภาพเดิม ทำจากไม้ 
                วัดไผ่ล้อมตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างวัดปรมัยยิกาวาส กับวัดเสาธงทอง  สำหรับคนที่มาเที่ยวเกาะเกร็ดไม่ว่าจะข้ามฟากมาวัดปรมัยยิกาวาส หรือข้ามมาทางวัดเสาธงทอง ก็จะต้องผ่านวัดไผ่ล้อม ซึ่งอายุของวัดทั้ง 3 ใกล้เคียงกันแต่การบูรณะแตกต่างกัน ทำให้ดูว่าวัดไผ่ล้อมเป็นวัดใหม่ หน้าวัดสร้างหงส์คู่ขนาดใหญ่ ยังมีเจดีย์คู่อยู่ 2ข้างของทางเดินเข้าหาโบสถ์ ที่อยู่ตรงกลางพอดีพระอุปคุต  ที่โบสถ์ มีพระอุปคุตแกะสลักจากไม้ทั้งองค์อยู่หน้าสุดเชื่อกันว่าการได้กราบไหว้พระอุปคุตจะเป็นสิริมงคลด้านโชคลาภ ด้านในยังมีสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี อยู่หน้าพระพุทธชินราช  มีเจดีย์ชเวดากอง  องค์จำลอง ที่สร้างได้สวยงามมาก รอบๆด้านมีกำแพงแก้ว มีซุ้มประดิษฐานพระอยู่หลายองค์ ได้แก่ พระสังกัจจายน์ พระสิวลี พระบัวเข็มไม้แกะสลักทั้งองค์ พระแม่ธรณี เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

                กิจกรรมหลักที่ขาดไม่ได้คือการไหว้พระขอพร วัดต่างๆที่มีอยู่โดยรอบเกาะตามชุมชนต่างๆ และนักท่อง
เที่ยวทุกคนไม่พลาดคือ สักการะวัดปรมัยยิกาวาส หรือชื่อเดิมว่า วัดปากอ่าว โดดเด่นด้วยเจดีย์มุเตาสัญญลักษณ์ของ
เกาะเกร็ด  เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากที่ตั้งของวัดอยู่ตรงคุ้งน้ำ บริเวณทางแยกคลองลัด
เกร็ด กับแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหัวมุมเกาะเกร็ด ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดปากอ่าว แต่ชาว
มอญ เรียกวัดนี้ว่า เพี่ยะมุ๊ฮะเติ่ง แปลว่า วัดหัว(มุม)แหลม  ซึ่งภายใน มีพระมหารามัญเจดีย์ และวิหารพระไสยาสน์
ที่มีความสวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่ง และที่ท่าเรือวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ)ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราช
นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ ปัจจุบันที่นี่
เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฎกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระ
หัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง
                เครื่องปั้นดินเผาของที่นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากดินเหนียวท้องนา สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชนชาติ
มอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบทั้งความทันสมัยแต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิม เพื่อ
เพิ่มมูลค่าเป็นที่ต้องการของตลาด ยังมีการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจสมุนไพร,ขนมหวานโบราณและขนมหวานมงคล เช่น ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, เม็ดขนุน, ทองเอก, เสน่ห์จันทร์, และจ่ามงกุฏอันขึ้นชื่อว่าเป็นขนมที่หาทานยาก เพราะขั้นตอนการทำยากวัตถุดิบประกอบด้วย แป้งสาลี กระทิ น้ำตาลทราย ไข่แดง เม็ดแตงโม ทองคำเปลว



                จ.พระนครศรีอยุธยา หมู่บ้านหนองสรวง อ.บางไทร  เข้ากราบหลวงปู่เจียม ที่วัดกระแชง เพื่อความเป็น
สิริมงคล ซึ่งตำบลกระแชง ตั้งขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 350 ปี มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าสมัยก่อนมีชาวมอญ และพวกพ่อค้า
ชาวจีนและอื่นๆ ได้เดินทางมาค้าขายโดยใช้เรือกระแชง ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ ล่องมาตามแม่น้ำน้อย เมื่อมาถึง
บริเวณที่ตั้งของตำบลกระแชงก็แวะพักทุกครั้ง และได้เห็นว่าที่นี่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์จึงได้อพยพมาตั้งถิ่น
ฐาน โดยทางราชการได้จัดขึ้นเป็นชื่อตำบลกระแชง ในปี พ.ศ.2457  ตั้งชื่อตามเรือกระแชง ยังมี พ่อปู่แสงอาทิตย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่ทุกคนที่ตลอดจนผู้มาเยือนต้องสักการะและขอพร มีนั่งรถกระแทะให้ชมวิวท้องทุ่งและสูดอากาศบริสุทธิ์
                อัตลักษณ์ที่เด่นชัดของชุมชนแห่งนี้ คือ การคงความเป็นวิถีชุมชนแบบดั้งเดิมไว้ ปัจจุบันมีการเลี้ยง
จิ้งหรีดเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 110 -120 บาท  และเนื่องจากชุมชนแห่งนี้อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำน้อย
เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำแต่จนปี 2558 ผู้ใหญ่บ้านได้คิดนวัตกรรมแพผักลอยน้ำจาก
การศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 โดยใช้ไม้ไผ่มาต่อเป็นแพ แล้วนำดินมาใส่ ปลูกผัก อาทิ ผักบุ้ง
ตะไคร้ กะเพรา โหระพา ยังใช้เป็นการอนุบาลหน่อกล้วยได้อีกด้วย แนวคิดดังกล่าวท้าให้ผู้ใหญ่บ้านได้รับรางวัล
แหนบทองคำในปี 2561 และชาวบ้านก็มีพืชผัก ผลไม้กินได้ตลอดปี ปัจจุบันที่นี่กิจกรรมหลากหลาย ให้เลือกท่อง
เที่ยวทั้งแบบ one day trip และค้างคืนที่โฮมสเตย์ของชาวบ้าน
                สินค้าชุมชนก็มีให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสบู่สมุนไพร สเปรย์ตะไคร้หอมไล่ยุง น้ำยาอเนกประสงค์จากมะกรูด งานจักสานทั้งจากผักตบชวาและไม้ไผ่  กิจกรรมของชุมชนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำน้อย สาธิตการเพาะเห็ด,การเลี้ยงจิ้งหรีดและแปรรูป , การเผาถ่าน/การทำน้ำส้มควันไม้ ,การทำจักสานไม้ไผ่ สานกุ้งโชว์ พวงกุญแจกุ้งสาน ,การทำขนมพื้นถิ่นโบราณ,ขนมปิ้งกลางไฟ ,ขนมกะหรี่พั๊ฟ ,การดำนาวิถีไทยวิถีพอเพียง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ร่วมด้วย ,ชมวิถีคนตกกุ้ง ,ชิม ชม ช้อป ผลิตภัณฑ์ OTOP/ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ผักปลอดสาร  และสินค้าที่ระลึก ณ จุด  จำหน่ายสินค้า OTOP 12. จุดเช็คอิน หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว"     
                
                จ.สิงห์บุรี กิจกรรมที่นี่ ไหว้พระนอนจักรสีห์  ผู้นำชุมชนกล่าวต้อนรับ  ชมรำเคียว ชมประเพณีกวนข้าวทิพย์ตีข้าวบิณฑ์ ชมบ้านควายอาร์ต Workshop งานศิลปะ ไหว้พระวัดท่านาง ดูสาธิตการทำเต่ารั้งม่านบังตาชมบ้านขุนบริหารจักสีห์และสักการะพุทธมณฑล
                สำหรับวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ที่ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี
สันนิษฐานว่าสร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศ สร้างมานานเก่าแก่ จนไม่ทราบแน่ชัดว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรมีพุทธลักษณะแบบสุโขทัย ที่มีความงดงามมาก มีความยาวทั้งสิ้น 1 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ และ 7 นิ้ว ลักษณะพระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก พระกรขวายื่นไปด้านหน้า ไม่งอพระกรขึ้นรับพระเศียรเหมือนแบบไทย ยังมีพระแก้ว พระกาฬ เป็นพระพุทธรูปนั่งศิลา ลงรักปิดทอง และพระนั่งขัดสมาธิเพชร อันศักดิ์สิทธิ์
และมีพุทธลักษณะงดงาม ด้านหน้าวิหารมีต้นสาละลังกาใหญ่ ต้นไม้สำคัญ ในพุทธประวัติ ผลิดอกบานสะพรั่ง อยู่
เสมอ  ภายในตัววัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้บูชา หลายจุด ทั้งรูปปั้นหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ที่อยู่บริเวณหน้าทาง
เข้า  วิหารเจ้าแม่กวนอิม  ก่อนถึงทางเข้ามีสินค้าของฝากจากสิงห์บุรีหลากหลาย

                ประเพณีกวนข้าวทิพย์ตีข้าวบิณฑ์ เก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์ เมืองสิงห์บุรี ซึ่งตามความเคารพและความเชื่อของคนในสมัยก่อนที่นับถือความศักดิ์สิทธิ์ ได้กราบไหว้ ขอพรพระเพื่อให้ทำการเกษตร เมื่อเจ็บป่วย หรือให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาก็จะบนบานสานกล่าว  ระหว่างวันที่ 13- 15 เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียวขาวหรือข้าวเหนียวแดงมาหุงหรือนึ่งพอสุก มากวนกับกะทิ น้ำตาลปี๊บแล้วนำมาใส่ใบตองพับเป็นรูปกรวย วางลงบนพานโรยด้วยมะพร้าวและดอกไม้ เรียกว่า พุ่มข้าวบิณฑ์นำไปถวายหลวงพ่อ
พระนอนจักรสีห์  พร้อมอาหารคาว หวาน แล้วสวดมนต์เช้า ขอพรร้องเพลงรำโทนถวายและลา ข้าวบิณฑ์ แบ่งส่วนหนึ่งให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งแบ่งกันรับประทาน เพื่อความเป็นสิริมงคล จึงเกิดเป็นประเพณีตีข้าวบิณฑ์โดยประเพณีตีข้าวบิณฑ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ได้ถูกกล่าวไว้ในพระราชนิพนธ์ พระราชพิธีสิบสองเดือนเป็นวรรณคดีขนบประเพณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ.2431 ซึ่งคำว่า ข้าวบิณฑ์ได้ปรากฏอยู่ในพระราชพิธีเดือนห้า ซึ่งถือเป็นการทำบุญเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ของไทย ในเดือนเมษายน
                บ้านควายอาร์ต (KhwhyArt Singburi ) ไม่ไกลจากพรนอนจักรสีห์ เป็นพื้นที่ศิลปะ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปกรรมหมุนเวียนกันในแต่ละช่วงเวลาและโอกาส ศิลปินชาวสิงห์บุรีหรือใกล้เคียง สนใจจะนำผลงานศิลปกรรมมาจัดแสดง ยังเปิดสอนศิลปะ ให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ยังติวศิลปะเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เป็นตลาดศิลป์จินตนาการ  รวบรวมเพื่อนพี่น้อง ที่สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม นำผลงานเล็กๆน้อยๆมาจัดจำหน่ายในราคาสบายๆสามารถจับต้องได้  บริการอาหารจานเดียว และเครื่องดื่ม 



                จ.อ่างทอง เยี่ยมหมู่บ้านยางทองชุมชนบางเจ้าฉ่า  ชมสาธิตการจักสาน , สาธิตนวดสมุนไพรป้าพุ่ม ,ทำปุ๋ย
ไส้เดือน  Showroom ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอป ,นั่งรถอีต๊อกชมต้นยางนา เยี่ยมชมจักสานบ้านครูอ๊อด
                สำหรับบางเจ้าฉ่าเป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวบ้านได้เคยร่วมกับชาวแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
และชาวบางระจัน สู้รบกับทหารพม่า ณ บ้านบางระจัน โดยมีนายฉ่า เป็นผู้นำ ภายหลังการสู้รบยุติลงแล้ว "นายฉ่า"
จึงได้นำชาวบ้านมาตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยถาวรขึ้นในชุมชนด้านทิศตะวันตกของลุ่มแม่น้ำน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่
อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การตั้งเป็นที่อยู่อาศัย อันได้แก่ ต.บางเจ้าฉ่า ในปัจจุบัน ตำบลบางเจ้าฉ่า เป็นตำบลที่ตั้งอยู่ใน
เขตการปกครองของอำเภอโพธิ์ทอง มีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 8 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 2 บ้านบาง
เจ้าฉ่า หมู่ 3 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 4 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 5 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 6 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 7 บ้านบางเจ้าฉ่า หมู่ 8
บ้านบางเจ้าฉ่า
                ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ไม้ไผ่ บ้านยางทอง เป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง รวมตัวกัน
จัดประชาคมเพื่อวางแผนอนาคตร่วมกัน และริเริ่มพัฒนาโครงการต่างๆ ให้เป็นแหล่งส่งเสริมอาชีพ นำไปสู่การส่ง



เสริมอาชีพจักสานไม้ไผ่ เดิมชุมชนบางเจ้าฉ่ามีอาชีพทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก และด้วยพื้นที่นี้มีต้นไผ่ขึ้นอยู่
มากมาย และมีทุกรอบรั้วเสมือนเขตแดนของบ้าน อาชีพจักสานไม้ไผ่จึงเป็นอาชีพเสริม จนปัจจุบันจักสานได้พัฒนา
กลายเป็นอาชีพหลักพัฒนารูปแบบหลากหลาย จนมีผู้สนใจจากภายนอก กลายเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชน OTOP ที่มีคุณภาพดีสามารถส่งออกต่างประเทศได้ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงหลักฐานในการใช้ไม้ไผ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ กับวิถีชีวิตชาวบ้าน ตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนเครื่องมือทำมาหากินต่างๆ ของชาวบางเจ้าฉ่าด้วย
                เส้นทางนี้แสดงนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสถึงชีวิตของคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง นนทบุรี -อยุธยา-สิงห์บุรีอ่างทอง ที่มีประเพณีดั้งเดิมในทุกๆด้านที่จะสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ลืม เพราะ
จะไม่ใช่แค่ไปเชคอิน แชะ ชม ชิม ช้อป แชร์..เท่านั้นแต่ไป.แล้วจะ..รัก.. นั่นเพื่อรอวันกลับไปอีกครั้ง...

***********************














เรียนรู้วิถีชาวประมงท้ายเหมือง แช่น้ำพุสุขใจไปกะปง..รักจังพังงา

นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นายสุรัตน์ ลายจันทร์ นายอำเภอกะปง และคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดพังงา ตามเส้นทางที่4 อำเภอกะปง และอำเภอท้ายเหมืองจังหวัดพังงา ภายใต้คอนเซ็ปต์ เรียนรู้วิถีชาวประมงท้ายเหมือง แช่น้ำพุสุขใจไปกะปง 








                
นายสุรัตน์ ลายจันทร์ นายอำเภอกะปง กล่าวว่า สถานที่ท่องเที่ยวOTOPนวัตวิถี ของอำเภอกะปง มีอยู่ 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านบางพาง หมู่บ้านสะพานเสือ หมู่บ้านบางกุ่ม หมู่บ้านช้างเชื่อ และหมู่บ้านศรีราชา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอกะปง มีความสวยงามของธรรมชาติเนื่องจากอยู่ในหุบเขา จึงทำให้มีหมอกในตอนเช้า อีกทั้งยังมีอากาศที่สดชื่น จึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวกะปง และส่งเสริมสินค้าOTOPของชาวบ้านเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน  

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของอำเภอกะปง จังหวัดพังงา คือ หมู่บ้านบางพาง สัมผัสมนตราแห่งธารปลายพู่ ที่มีบ่อน้ำพุร้อนอุณภูมิสูงถึง 80 องศา ซึ่งสามารถลวกไข่ออนเซ็นได้ พร้อมชมการร่อนแร่ดีบุกตามวิถีชีวิตของชาวบ้านบางพาง

หมู่บ้านสะพานเสือ ชมแกรนด์แคนยอน สะพานเสือ ซึ่งมีแร่ดีบุกอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งหาแร่ดีบุกเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ถือเป็นวิวธรรมชาติที่สวยงามและได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่อากาศค่อนข้างร้อน แนะนำว่าให้พกร่มติดตัวไปด้วยระหว่างเดินชม แกรนด์แคนยอน สะพานเสือ แห่งนี้

หมู่บ้านบางกุ่ม  หมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมประเพณีอันสวยงาม คือประเพณีวันสารทเดือนสิบกิจกรรมการแห่กระจาด ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากวันสารทเดือนสิบของจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดทำกระจาดประดับประดา ตกแต่งอย่างสวยงาม พร้อมกับจัดขบวนแห่รอบศาลพ่อหินตา ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน นอกจากนี้หมู่บ้านบางกุ่มยังมีกิจกรรมล่องแก่งเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยว ณ น้ำตกโตนมุตก ไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
                
หมู่บ้านช้างเชื่อ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวการทำฝาย มีชีวิตของหมู่บ้านช้างเชื่อ ชิมเมนูอาหารพื้นบ้านช้อปสินค้าOTOP เช่น กะปิเคย ตะกร้าพลาสติกสาน ผ้ามัดย้อม และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเซลฟี่เช็คอิน ณ ทางขึ้น ภูตาจอ และหากนักท่องเที่ยวอยากขึ้นไปชมวิวก็สามารถสอบถามคนในชุมชนได้ โดยจะต้องนั่งรถขึ้นไปในระยะทาง7 กิโลเมตร ก็จะถึงชุมชมวิว ภูตาจอ
                
หมูบ้านศรีราชา หมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพควรเดินทางมาอย่างยิ่ง  เนื่องจากที่นี่มีบ่อน้ำพุร้อนรมณีย์ ให้ได้แช่เท้า แช่ตัว เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ รวมถึงทำให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น แนะนำให้อ่านข้อมูลวิธีการแช่อย่างถูกต้อง ที่ทางหมู่บ้านได้ติดป้ายไว้ให้ เพื่อความปลอดภัยในการแช่น้ำร้อนออนเซ็น ซึ่งนอกจากจะได้แช่น้ำร้อนแล้วนักท่องเที่ยวจะได้ชมวิวธรรมชาติโดยรอบที่มีความสวยงาม เนื่องจากบ่อน้ำพุร้อนรมณีย์ อยู่ท่ามกลางหุบเขา
                
หมู่บ้านตีนเป็ด ศูนย์เรียนรู้ของคนในชุมชนในการทำเกษตรแบบพอเพียง การรักษาป่าไม้โดยการจัดตั้งธนาคารต้นไม้ การอนุรักษ์การทำขนมกาละแมแบบโบราณ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้พบกับสินค้าOTOP ของชุนบ้านตีนเป็ด โดยเฉพาะกาละแมที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้

สำหรับ หมู่บ้านในไร่ มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำคือ การล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมง การเลี้ยงปลาและหอยแมลงภู่ในกระชัง พร้อมถ่ายรูปและชมวิว ณ จุดชมวิวหาดบ่อด่าน รับชมการแสดงพื้นบ้าน ลิเกฮูลูและเยี่ยมชมสินค้าOTOP อาทิ ผ้าปาเต๊ะ และเรือจำลอง
                
หมู่บ้านท่าดินแดง หมู่บ้านสุดท้ายของเส้นทางที่4 ถือเป็น “ดินแดนแห่งความสุข” โดยพื้นที่ของหมู่บ้านอยู่ติดทะเลป่าชายเลน มีป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์ และมีแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล ซึ่งเหมาะกับการถ่ายภาพเช็คอินสวยๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไว้บริการให้กับนักท่องเที่ยว ได้แก่ พายเรือคายัคชมป่าโกงกาง นั่งเรือหัวโทงไปชมความงามของทุ่งหญ้าสีทอง หรือสะวันน่าเมืองไทย และดำน้ำที่หาดเขาหน้ายักษ์ พร้อมทั้ง ชม ชิม ช้อป ผักไฮโดรโปนิกส์ และสินค้าOTOP ของหมู่บ้านด้วย 

ทั้งนี้ เส้นทางที่4 ของการท่องเที่ยวOTOPนวัตวิถี ของอำเภอท้ายเหมือง และอำเภอกะปง พร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อให้ได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน และสนับสนุนสินค้าOTOP ของแต่ละหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นและหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง



********************

ท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ไทยนิยมยั่งยืน เส้นทางที่3 ชิม ชม แชะ เมืองพังงา ตระการตาธรรมชาติทับปุด


นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัดพังงา นายนิกร  จันทร์อำไพ นายอำเภอเมืองพังงาและว่าที่ร.อ.พงศ์ศักดิ์ เวทยาวงศ์ นายอำเภอทับปุด พร้อมคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดพังงา ตามเส้นทางที่3 อำเภอเมืองพังงา และอำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เปิดเส้นทางท่องเที่ยวชิม ชม แชะ เมืองพังงา ตระการตาธรรมชาติทับปุด สร้างรายได้สู่ชุมชน


นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เส้นทางที่3 ของจังหวัดพังงา คือ อำเภอเมืองพังงาและอำเภอทับปุด รวมทั้งสิ้น 8 หมู่บ้านโดยเส้นทางนี้มีความโดดเด่นทางด้านธรรมชาติและวิถีพื้นชีวิตของชาวบ้าน โดยเริ่มต้นจาก หมู่บ้านเกาะปันหยีซึ่งเป็นหมู่บ้านที่นับถือศาสนาอิสลามทั้งหมด มีอาชีพประมงเป็นหลัก หลังจากมีโครงการดังกล่าว จึงได้พัฒนาให้มีการท่องเที่ยวบนเกาะปันหยีมากขึ้น จนทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านและซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชนกันอย่างมากมาย อีกทั้งยังมี สนามฟุตบอลลอยน้ำที่สวยที่สุดเป็นอันดับ3ของโลกให้เซลฟี่กันสวยๆอีกด้วย

                หมู่บ้านที่สอง คือ หมู่บ้านสวนพริก อำเภอเมืองพังงา เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้าน ชาวได้ได้เตรียมการต้อนรับด้วยการแสดง รำกลองยาว สร้างความสนุกสนานชวนให้ต้องออกลีลากันอย่างสุดมัน ก่อนจะนั่งรถสามล้อชมเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะกลับมาช้อปสินค้าOTOP ของชุมชน


                ยังอยู่กันที่อำเภอเมืองพังงา ที่หมู่บ้านบางพัฒน์ หมู่บ้านที่มีวิถีชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่โดดเด่น และมีการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยการเปิดศูนย์เรียนรู้ธนาคารปู ให้กับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีร้านอาหารซีฟู้ดที่เป็นอาหารทะเลสดๆ พร้อมเสริฟให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา จุดเด่นของร้านอาหารที่นี่คือการคิดราคาเป็นรายบุคคล รายละ250 บาท หากมา3ท่าน จะสั่งอาหารได้5 เมนู หากมา 4ท่านขึ้นไป สามารถสั่งอาหารได้ 7เมนู หรือรับมาเป็นหมู่คณะก็สามารถเลือกเมนูอาหารได้ตามที่ร้านกำหนด ซึ่งหากเทียบกับร้านอาหารทะเลทั่วไปถือว่าราคาถูกกว่ามาก
                หมู่บ้านต่อมา คือ หมู่บ้านโคกไคร อำเภอทับปุด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของอำเภอทับปุดก็ว่าได้ เพราะหมู่บ้านที่มีการทำสปาโคน ทรายร้อน น้ำเค็มร้อน โดยจะมีไกด์ชุมชนพาท่านร่องเรือไปยังหาดทรายร้อน โดยจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยระหว่างทางก็สามารถชมทัศนียภาพของชุมชนที่มีความสวยงามทั้งสองฝั่ง เมื่อเดินทางถึงหาดทรายร้อนก็จะได้ทำการ สปาโคน โดยจะมีชาวบ้านคอยให้คำแนะนำในการทำสปาโคลน ซึ่งจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
                หมู่บ้านตีนวัด อำเภอทับปุด จุดเด่นของที่นี่คือการนวดเพื่อสุขภาพ โดยชาวบ้านในชุมชน ซึ่งมีทั้งการนวดจับเส้น นวดประคบสมุนไพร นอดผ่อนคลาย ตามหลักของกระทรวงสาธารณสุข และมีสมุนไพรอย่าง หญ้าหวาน ที่มีสรรพคุณแก้โรคเบาหวานและทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ชุมชนแห่งนี้หากได้มาสัมผัสจะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นอย่างแน่นอน
                จากนั้นเดินทางต่อมายัง หมู้บานปากด่าน ชมการสาธิตการทำไข่เค็มสมุนไพร ขนมจีน การสานตระกร้า พร้อมรับชมการแสดง ระบำตำเม่า และเรียนรู้การเลี้ยงนกกระทา ซึ่งเป็นอาชีพของคนในชุมชนที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมาอย่างยาวนาน
                หมู่บ้านเขาตำหนอน แวะเช็คอิน แหล่งดินแดนขมิ้น ถิ่นถ้ำสวย พร้อมรับชมการแสดงหนังตะลุง จากคณะ หนังกำปั้นน้อย ช่วยบำรุง เยาวชนตัวน้อยๆที่รักในศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างหนังตะลุง ก่อนจะไปชมการสาธิตการปลูกขมิ้น การทำไม้กวาดดอกอ้อ ซึ่งเป็นสินค้าOTOP ของหมู่บ้าน
                เดินทางมาถึงหมู่บ้านสุดท้ายของเส้นทางที่3 คือหมู่บ้านคลองบ่อแสน เดินเที่ยวชม ถ่ายรูปเช็คอิน ณ สะพานแขวนน้ำตกเต่าทอง และชมความสวยงามของถ้ำโต๊ะดำ ของหมู่บ้านคลองบ่อแสน ชิมลูกชก ที่หารับประทานได้เพียงปีละครั้ง และอาหารพื้นบ้านเมนูต่างๆ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าOTOP ก่อนจะเดินทางกลับ
                เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนOTOPนวัตวิถี ภายใต้โคงการไทยนิยมยั่งยืน เส้นทางที่3 ของจังหวัดพังงา เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว สายชิม ชม แชะ เพราะทุกท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง อีกทั้งยังได้ช้อป สินค้าOTOP ที่มีให้เลือกหลากหลาย เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย
               
               

สัมผัสมนต์เสน่ห์ตะกั่วป่า แหวกว่ายธาราคุระบุรี รักจัง..พังงากับOtopนวัตวิถี.

นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล นายอำเภอตะกั่วป่า และนายสาธิต ไกรนรา นายอำเภอคุระบุรีนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดพังงา ตามเส้นทางที่2 อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตมนต์เสน่ห์ตะกั่วป่า แหวกว่ายธาราที่คุระบุรี








นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัดพังงา นำคณะสื่อมวลชนเดินทางเยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี เส้นทางที่2โดยเริ่มต้นที่ท่าเรือทุ่งตึก นั่งเรือข้ามฝั่งไปยังหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านได้เตรียมการต้อนรับโดยการแสดง “ระบำนกเงือก” พร้อมเล่าประวัติความเป็นมาของชุมชน ชมการสาธิตการตำกะปิเคย การร่อนแร่ และสินค้าOTOP
จากนั้นเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านบางขยะ ชื่อหมู่บ้านอาจจะไม่ดึงดูดนัดท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ แต่ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างแหลมประกาลัง โดยนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือไปชมประการัง ลูกสะบ้าทะเล ซึ่งเป็นไฮไลท์ของชุมชน สำหรับหมู่บ้านบางขยะยังมีสินค้าOTOP เช่น ลูกประคบสมุนไพร สบู่เหลว และขนมเต้าส้อ ที่มีความอร่อยให้ได้ลิ้มลองกัน
หมู่บ้านศรีเมือง ชุมชนเก่าที่เป็นที่ตั้งของวัดนิกรวราราม หรือวัดย่านยาว ซึ่งเป็นวัดที่เป็นที่พึ่งของขาวตะกั่วป่ามายาวนาน และเป็นจุดรวมของผู้ประสบภัยสึนามิที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชุมชนนี้ยังมีตลาดริมน้ำโดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ช้อปกันในเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาก็สามารถซื้อสินค้าOTOP เช่น พิมเสนน้ำ และขนมพื้นบ้านต่างๆ
สำหรับหมู่บ้านท่าจูด เส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ณ คุ้งควนถ้ำ ชุมชนนี้มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำคือ การร่องเรือแคนนู ชมทัศนียภาพของหมู่บ้านท่าจูด พร้อมเลือกซื้อ
สินค้าOTOP และรับประทานอาหารพื้นถิ่นจากชาวบ้านก่อนเดินทางต่อ
หมู่บ้านตลาดใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวOTOPนวัตวิถีที่นักท่องเที่ยวสายเซลฟี่พลาดไม่ได้ นั่งสองแถวไปเซลฟี่สถานต่างๆเช่น ถนนสตรีททอาร์ต ศาลจ้าแห่งแรกของชุมชน ศาลเทพเจ้ากวนอู สะพานเหล็กบุญสูง และยังสามารถซื้อสินค้าOTOPติดมือกลับบ้านได้อีกด้วย
หมู่บ้านทุ่งรัก ชุมชนที่มีชาวมอร์แกน อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก วิถีชีวิตของคนในชุมชนส่วนใหญ่คือการทำประมงพื้นบ้าน มีอาหารทะเลเป็นอาหารหลัก อีกทั้งยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้เป็นสินค้าOTOP เช่น ยาหม่องเทพทาโร เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ รวมถึงยังมีการสาธิตการทำไซดักปลาหมึกให้ได้รับชมอีกด้วย
หมู่บ้านต่อมาคือ หมู่บ้านบางซอย สัมผัสวิถีชีวิตคนบ้านบางซอย ชมราชินีแห่งสายน้ำอย่าง พลับพลึงธาร คลองตาเลื่อน คุณตาที่หวงแหนในการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง พร้อมชมการสาธิตการทำสเปรย์ไล่ยุง น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และน้ำมันเหลืองสมานแผล และยังสามารถไปเล่นน้ำผ่อนคลายที่ ธารมรกต เพลินนาวา ได้อีกด้วย
หมู่บ้านคุรอด หมู่บ้านที่มีต้นไทรกลางน้ำกว่า100ปี ชมพื้นที่ทดลองปลูกปาล์มน้ำมันและเกษตรผสมผสานในมูลนิธิชัยพัฒนา สัมผัสบรรยากาศอันสวยงามจากจุดที่สูงที่สุดของโครงการ และยังสามารถแวะซื้อสินค้าOTOP ก่อนเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านต่อไป
มาถึงหมู่บ้านสุดท้ายของเส้นทางที่2 ของการท่องเที่ยวชุมชนOTOP นวัตวิถี คือ หมู่บ้านบางวัน ชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ที่มีเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตชาวบ้าน ชมการทอดแห่หาปลา การร่อนแร่ การทำเทียนหมอ ก่อนเดินทางกลับชมพระอาทิตย์ตกดิน ณ สะพานท่าเทียบเรือเหมืองต้นไทร ซึ่งมีความสวยงามอย่างมาก ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว เดินทางท่องเที่ยวชุมชนOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืนเส้นทางที่2 อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ร่วมสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของคนในชุมชน สนับสนุนสินค้าOTOP สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ เพื่อให้เศรษกิจฐานรากที่ดีของประเทศอย่างยั่งยืน



******************

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พม. จัดงานเสริมพลัง เชิดชูเกียรติ นักกีฬาคนพิการในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ปี 2018 “Ability Unlimited : ก้าวข้ามขีดจำกัด...สู่ชัยชนะ” หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยม คว้าเหรียญทองเป็นอันดับ 7 ของเอเชีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 61  เวลา 11.30 น. ที่ห้องบอลรูม 1 – 2 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานเสริมพลัง เชิดชูเกียรติ นักกีฬาคนพิการในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ปี 2018 “Ability Unlimited : ก้าวข้ามขีดจำกัด...สู่ชัยชนะ” โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 450 คน ประกอบด้วย คณะนักกีฬาคนพิการ ผู้ฝึกสอนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป

พลเอก อนันตพร กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้กำหนดแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560 - 2564 กำหนดวิสัยทัศน์ “คนพิการเข้าถึงสิทธิได้จริง ดำรงชีวิตอิสระในสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561 - 2580) ในการเสริมพลังให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิทธิ สวัสดิการ ตลอดจนสนับสนุนองค์กรด้านคนพิการให้มีศักยภาพ สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณค่าให้ผู้พิการสามารถดำรงชีวิตอิสระและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ








พลเอก อนันตพร กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 6 - 13 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล จำนวนกว่า 300 คน ได้เข้าร่วมมหกรรม “กีฬาเอเชียนพาราเกมส์” (Indonesia Asian Para Games 2018) ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยร่วมลงแข่งขัน จำนวน 14 ชนิดกีฬาจากทั้งหมด 17 ชนิดกีฬา เช่น กรีฑาเทเบิลเทนนิส บอคเซีย ยิงปืน และฟันดาบ เป็นต้น โดยคณะนักกีฬาพาราไทย สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้าอันดับ 7 ของเอเชีย จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ ทั้งหมด 44 ประเทศ และถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิกอาเซียน ด้วยเหรียญรางวัลรวม 106 เหรียญ ประกอบด้วย 23 เหรียญทอง 33 เหรียญเงิน และ 50 เหรียญทองแดง

ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จึงได้จัดงานเสริมพลัง เชิดชูเกียรติ นักกีฬาคนพิการในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ปี 2018 “Ability Unlimited : ก้าวข้ามขีดจำกัด...สู่ชัยชนะ” เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ แก่คณะนักกีฬาคนพิการ ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง และฝึกฝนจนสามารถเข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยม และหนึ่งในผลงานสำคัญเป็นผู้ที่เคยฝึกอาชีพจากหน่วยงานในสังกัด กระทรวง พม. โดย พก. รวมถึงนักกีฬาทุกคน ที่ทุ่มเทกำลังแรงกายและใจในการฝึกซ้อมตนเองจนสามารถแสดงศักยภาพในเวทีกีฬาระดับโลก สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ


“กระทรวง พม. ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับคณะนักกีฬาคนพิการในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ปี 2018 ที่นำความสำเร็จและชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย โดยทุกคนได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจฝึกซ้อม อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จนสามารถเข้าร่วมแข่งขันอย่างเต็มกำลังความสามารถ รวมถึงคณะครูผู้ฝึกสอนที่ทุ่มเทและเสียสละในการฝึกฝนให้กับนักกีฬาอย่างเข้มแข็ง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักกีฬาทุกคนจะยังคงมุ่งมั่น ตั้งใจ และพัฒนาทักษะความสามารถของตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสุขความสำเร็จในชีวิต และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไป” พลเอก อนันตพร กล่าวในตอนท้าย

*********************

ชุมชนท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน สัมผัสวิถีชีวิตคนเกาะยาว ย้อนรอยตำนานตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

 นายสุรสิทธิ  ขันติพันธุกุล นายอำเภอเกาะยาว พร้อมด้วย นางสาวสุกานดา  แสงวงษ์ พัฒนาการจังหวัด
พังงา นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวOTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดพังงา ตามเส้นทางที่1 อำเภอเกาะยาวและอำเภอตะกั่วทุ่ง ประกอบด้วย หมู่บ้านน้ำจืด หมู่บ้านท่าเขา หมู่บ้านคลองบอน หมู่บ้านอ่าวกระพ้อ หมู่บ้านหารบัว หมู่บ้านนากลาง หมู่บ้านบางนุ และหมู่บ้านสามช่องเหนือ สัมผัสวิถีชีวิตคนเกาะยาว ย้อนรอยตำนานตะกั่วทุ่ง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาสัมผัสบบรยากาศด้วยตัวเอง จะต้องใช้เวลา 2วัน โดยเริ่มต้นเดินทาง
จากการนั่งเรือไปยังท่าเรือมาเนาะห์ เพื่อเดินทางไปหมู่บ้านน้ำจืด เพื่อรับชมการแสดง ระบำลิเกีย เยี่ยมชมสินค้าOTOP และร่วมทำกิจกรรมในชุมชน อาทิ ชิมขนมคิ้วนาง เช็คอินที่จุดชมวิวนาโต๊ะแนะแนะ ก่อนจะเดินทางไปยังหมู่บ้านท่าเขา ซึ่งที่นี่เป็นชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม เช่น หาดทรายสีทอง หาดท่าเขา สัญญาลักษณ์นกเงือก จุดชมวิวเกาะยาวน้อย เป็นหนึ่งชุมชนที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการทำผ้าบาติกให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองทำผ้าบาติกด้วยตนเองอีกด้วย นอกจากนี้ อาหารมื้อกลางวันที่เป็นอาหารพื้นบ้านของชุมชนบ้านท่าเขายังมีรสชาดที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว ซึ่งไม่ควรพลาดที่จะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่

ชุมชนต่อมาที่เดินทางไปเยี่ยมชมคือ หมู่บ้านคลองบอน ที่นี่มีการจัดแสดงศิลปะภาพวาดของเด็กในชุมชน แหล่งการศึกษา กศน.ของคนในชุมชน ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพ สร้อยถักมือ เครื่องจักสาน และอาหารพื้นบ้าน เช่น ปลาทรายทอดขมิ้น ขนมพื้นถิ่นที่ใช้ส่วนผสมจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง อีกทั้งยังสาธิตการทำประมงพื้นบ้าน ตกเบ็ดไม้ระกำปลาหม้อหลอด หาหอยตุโบ๊ะ และการแสดงระบำน่ำไร่

หมู่บ้านอ่าวกระพ้อ เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านทุกท่านจะได้รับชมการสาธิตพิธีแต่งงานทางศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นประเพณีที่มีความสวยงาม และชมการแสดงศิลปะพื้นบ้านจากเยาวชน อีกทั้งยังมีสินค้าในชุมชนมาให้ได้ชิม ช้อป กันอย่างเต็มอิ่ม ก่อนเข้าที่พักซึ่งมีให้เลือกหลายแห่งในชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ตามใจชอบหรือขอคำแนะนำจากคนในชุมชนได้เช่นกัน

ในวันที่2 จะเริ่มต้นที่หมู่บ้านหารบัว ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางจากหมู่บ้านอ่าวกระพ้อประมาณ 45 นาที ก็จะถึงหมู่บ้านหารบัว ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความสวยงามอยู่ในตัว ทั้งการแสดงระบำบัว สินค้าOTOPที่มีความสวยงามอย่าง งวงตาลหอม ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของชุมชน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมี ถ่านดูดกลิ่น ที่คนในชุมชนร่วมกันพัฒนาให้เป็นสินค้าOTOPอีกด้วย แนะนำว่าไม่ควรพลาดที่จะซื้อกับไปเป็นของฝาก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านนากลาง ชมการแสดงจากเยาวชนและคนในชุมชนที่ร่วมกันแสดงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมรับฟังประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน จากนั้นร่วมทำกิจกรรมการทำผ้าเช็ดหน้าบาติก

ชมการสาธิตการถักโครเชต์ การทำสบู่ และเยี่ยมชมโครงการนากลาง SMART FARM และ แห่งเกษตรกรรมโรงเรือนระบบปิด พร้อมรับประทานอาหารกลางวันที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนในชุมชน ก่อนเดินทางต่ออย่าลืมไปเซลฟี่ที่ลานบินกลางนา ซึ่งมีวิวนาธรรมชาติที่สวยงาม

ช่วงบ่ายเรามาอยู่กันที่หมู่บ้านบางนุ เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซึ่งที่นี่จะมีตลาดนัดสินค้าOTOP ให้ได้ช้อปกันวันทุกๆวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์ โดยคนในชุมชนจะนำสินค้าพื้นบ้าน ทั้งอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตการทำขนมจีนปีนัง ให้ได้ชมอีกด้วย และใกล้ๆกันก็ยังมีสวนลุงนัย สวนที่มีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้ได้เรียนรู้และถ่ายภาพสวยๆกันอีกด้วย

และไฮไลท์ของทริปนี้อยู่ที่หมู่บ้านสามช่องเหนือ ซึ่งเราจะต้องเดินทางโดยเรือของชาวบ้านที่คอยให้
บริการกับนักท่องเที่ยวเพื่อไปชมบรรยากาศธรรมชาติของหมู่บ้านสามช่องเหนือ เพื่อไปชมต้นแสมดำคู่ ซึ่งอยู่กลางทะเล และถ้ำเพชรปะการัง ต่อด้วยการทำกิจกรรมหาหอยแครงแบบวิถีชาวบ้าน การทิ่มเคย และการตอกหอยหลักควาย ซึ่งต้องบอกว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีต้นทุนทางธรรมชาติที่สวยงาม ทีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวที่ดีมาก

อีกทั้งยังได้รับรางวัล1ใน50หมู่บ้านOTOPนวัตวิถี ที่ดีที่สุดของประเทศอีกด้วยวันนี้ ชุมชนOTOPนวัตวิถี ในอำเภอเกาะยาว และอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา พร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของคนในชุมชน หากได้มาสัมผัสแล้วทุกท่านจะหลงรักจังหวัดพังงา
ตามคอนเซ็ปต์ของจังหวัดพังงา ที่ว่า รักจัง...พังงา