pearleus
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรุนแรงในครอบครัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรุนแรงในครอบครัว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อบรมป้องกันความรุนแรง


นางอัจฉรา พุ่มมณีกร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ
อบรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวในระดับ
ตำบล วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ ศพค เป็นแกนนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความ
รุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว และสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน กลุ่มเป้าหมาย
ได้แก่ ศพค อพม อสม นักเรียน และครอบครัว จำนวน 100 คน สถานที่อบรม องค์การบริหาร
ส่วนตำบลหมูม่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี



วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อธิบดีสค.อบรมจนท.ให้ความรู้พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2560 รุ่นที่ 23 เผยตัวเลขจากศูนย์พึ่งได้ของสธ.สูงถึง55รายต่อวัน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.60 เวลา 09.00 น. นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดและมอบนโยบาย ตลอดจนข้อคิดอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2560 รุ่นที่ 23

โดย นางอัจฉรา พุ่มมณีกร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กล่าวรายงานว่า กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 และเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จำนวน 77 คน ณ สถาบันพระประชาบดี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
นายเลิศปัญญา กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็นปัญหาที่ประเทศไทย และทั่วโลกต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยจะเห็นได้จากสถิติความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2559 ของศูนย์พึ่งได้กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีจำนวนผู้ถูกกระทำ 20,018 ราย เฉลี่ยวันละ 55 ราย และจากศูนย์ข้อมูลความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2559 www.violence.in.th พบว่า ภาคกลาง มีรายงานความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

โดยลักษณะความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงด้านร่างกายร้อยละ 65.76 รองลงมาเป็นด้านจิตใจร้อยละ 26.06 ตามด้วยความรุนแรงด้านเพศร้อยละ 6.96 และด้านอื่น ๆ ร้อยละ 2.21 โดยส่วนใหญ่เพศชายเป็นผู้กระทำความรุนแรงคิดเป็นร้อยละ 89.27 และเพศหญิงเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงคิดเป็นร้อยละ 88.59

นายเลิศปัญญา กล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.50 นับเป็นมิติใหม่ของกฎหมาย ที่มีลักษณะแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไปมีการกำหนดความหมายของความรุนแรงในครอบครัว ผู้ที่ได้รับความคุ้มครอง มีกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง กำหนดบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดและให้โอกาสผู้กระทำผิดมีโอกาสกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ ทั้งให้มีการไกล่เกลี่ยยอมความเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
ดังนั้น ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือ การสร้างกลไกปฏิบัติงานต่าง ๆ มารองรับการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกฎหมายดังกล่าวได้มีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดกระบวนการทั้งในด้านกฎหมาย และด้านสังคมเพื่อช่วยเหลือทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มีหน้าที่สร้างและพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552 – 2559) ได้ดำเนินการจัดอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อย่างต่อเนื่องรวมจำนวน 22 รุ่น มีพนักงานเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ จำนวน 1,022 คน สำหรับในปีนี้ สค. ได้ร่วมมือกับสถาบันพระประชาบดี เพิ่มความเข้มข้นของหลักสูตรมากขึ้น
อธิบดีสค.ระบุว่า ได้จัดอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ รุ่นที่ 23 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯ โครงสร้าง กลไกการปฏิบัติงาน แนวทาง กระบวนการ และขั้นตอนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ บทบาท อำนาจ และหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติฯ

ตลอดจนทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นหลักสูตรอบรมระยะเวลา 10 วัน มีเนื้อหาวิชาความรู้หลักๆ แบ่งเป็น 2 สวน ได้แก่ ส่วนที่ 1 : วิชาที่เป็นแกนร่วม ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับสังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา และความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย ส่วนที่ 2 : วิชาที่เป็นองค์ความรู้เฉพาะ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ได้มีการจัดให้มีการศึกษาดูงาน การฝึกภาคปฏิบัติโดยประชุมกลุ่มและมีกิจกรรมการประเมินผู้เข้ารับการอบรมด้วย


----------------------------------