pearleus
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระทรวงมหาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระทรวงมหาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มหาดไทย ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากประเทศเนปาล และสถาบัน AITในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย

เมื่อ 3 พ.ค. 59  เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายประทีป กีรติเรขา รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ Mr.Shankar Bahadur Thapa รองเลขาธิการ CIAA และคณะข้าราชการจากสำนักงาน The Commission for the Investigation of Abuse of Authority สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล จำนวน 15 ท่าน ในโอกาสที่ได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่กระทรวงมหาดไทย และรับฟังบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย และแนวทางการส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการให้บริการของภาครัฐ ตลอดจนทิศทางการพัฒนาการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารงานภาครัฐและเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานให้เกิดมีธรรมาภิบาล
        ในโอกาสนี้ นายประทีป กีรติเรขา รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้ศึกษาดูงาน จากสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ที่เดินทางมาดูงานศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านการส่งเสริมการบริหารราชการที่มีธรรมาภิบาล สนับสนุนการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ เพื่อปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย โปร่งใส และยกระดับสมรรถนะหน่วยงานของรัฐให้สามารถบริการเชิงรุกในรูปแบบของการเพิ่มศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนในต่างจังหวัด ศูนย์บริการสาธารณะแบบครบวงจร ที่ให้บริการถึงตัวบุคคลผ่านระบบบริการร่วม ณ จุดเดียว (One Stop Service) มีการปลูกฝังค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม และจิตสำนึกในการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ และความซื่อสัตย์สุจริตควบคู่กับการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ.2556-2560) โดยได้จัดทำแผนการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ เพื่อมุ่งหวังปลูกจิตสำนึกจริยธรรมและคุณธรรมให้กับบุคลากรภาครัฐ องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไปให้มีจิตสำนึกรับผิดชอบในประโยชน์สาธารณะมากยิ่งขึ้น
        สำหรับการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้บริการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะจากประชาชน เพื่อให้รัฐบาลสามารถรับทราบปัญหาความต้องการของประชาชน และนำมากำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาในภาพรวมของประเทศได้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมในทุกๆ ด้านมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำหนดโครงสร้างและกรอบภารกิจในการให้บริการประชาชนไว้อย่างชัดเจน มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่ หรือชุดหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การบริการมีความสะดวก รวดเร็ว สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที
        นอกจากนี้ในการดำเนินงานได้มีการประสานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานร่วมกับภาครัฐในทุกหน่วยงานในลักษณะศูนย์บริการร่วม ณ จุดเดียว (One Stop Service) และยังได้เพิ่มช่องทางการให้บริการ เพื่อให้เข้าถึงศูนย์ดำรงธรรมได้ง่าย สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผ่าน Application Spond ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผลการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ถึง 28 เมษายน 2559 มีประชาชนสนใจเข้ารับบริการศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ จำนวน 2,696,389 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 2,614,270 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 96.95 และมีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 82,119 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เช่น เรื่องร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาข้อพิพาทระหว่างเอกชน ปัญหาป่าไม้ และปัญหาหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาแล้วทุกเรื่อง และปัจจุบันประชาชนที่มาใช้บริการของศูนย์ดำรงธรรมได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมีความพึงพอใจและสนใจมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากศูนย์ดำรงธรรมสามารถเป็นที่พึ่งและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

       จากนั้น คณะศึกษาดูงาน ได้เข้าเยี่ยมชมการบริหารงานราชการภายในของกระทรวงมหาดไทย และการทำงานของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) มีการปฏิบัติงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการให้บริการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เช่น การรับเรื่องราวร้องทุกข์ Smile line 1567 การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนสำคัญ การให้บริการข้อมูล ข่าวสาร และงานบริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น



วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

มท. เผยยอดเบิกจ่ายงบมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน คืบหน้าเกือบ 2 พันล้านบาท ยืนยันภายใน 1-2 เดือนนี้ จะสามารถกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ตามเป้าหมาย

                       เมื่อ 8 ม.ค. 59  ที่กระทรวงมหาดไทย นายชยพล  ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) โครงการมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย และโครงการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล โดยได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 39,742.248 ล้านบาท โดยที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและเร่งการดำเนินงานในทุกๆ โครงการ เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนโดยเร็วและเกิดประโยชน์สูงสุด
        กระทรวงมหาดไทย ขอเรียนว่า ขณะนี้ได้มีการกระจายเม็ดเงินลงพื้นที่ โดยมียอดรวมการเบิกจ่ายงบประมาณตามมาตรการต่างๆ แล้วเป็นจำนวนเงิน 1,960.117 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 5 ม.ค. 59) และเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ทุกขั้นตอน รวมถึงงบประมาณที่กำลังจะลงไปในพื้นที่ในห้วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ (ก.พ. - มี.ค.59) อีกเป็นจำนวนมาก ดังนี้ 1.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) สำนักงบประมาณได้อนุมัติโครงการแล้วจำนวน 110,775 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 92.47 จำนวนเงินที่อนุมัติแล้ว 33,217.025 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 369.166 ล้านบาท 2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ได้รับการอนุมัติและจัดสรรงบประมาณแล้ว จำนวน 3,827 โครงการ เป็นเงินงบประมาณ 3,200.968 ล้านบาท ขณะนี้ได้มีการเบิกจ่ายแล้ว 660.550 ล้านบาท และก่อหนี้ผูกพัน 1,573.132 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 59 3.โครงการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 421 รายการ เป็นเงิน 254 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ 21 จังหวัด เบิกจ่ายแล้ว 37.291 ล้านบาท และก่อหนี้ผูกพันแล้ว 90.516 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือน ม.ค. 59  
       โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำกับดูแลการดำเนินงานทุกโครงการในพื้นที่ตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยเน้นย้ำให้เปิดเผยข้อมูลโครงการ งบประมาณ และรายละเอียดต่างๆ ให้ประชาชนและสาธารณชนได้รับทราบ รวมทั้งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในแก้ไขปัญหา และร่วมติดตามการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ ตามหลักและกระบวนการ ประชารัฐพร้อมทั้งเร่งรัดการดำเนินงานโครงการและการเบิกจ่ายเพื่อให้เม็ดเงินที่จะลงไปถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส คุ้มค่า และช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ตามนโยบายรัฐบาล


วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กระทรวงมหาดไทยห่วงความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

กระทรวงมหาดไทยห่วงความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่
กำชับทุกจังหวัดคุมเข้มสถานบริการ เครื่องเล่นให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  เมื่อ 30 ธ.ค. 58  ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องด้วยขณะนี้   เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานบริการจะมีการจัดงานหรือกิจกรรมพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่    เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนที่จะเข้าไปใช้บริการในสถานบริการและสถานประกอบการต่างๆ
          กระทรวงมหาดไทยจึงได้กำชับให้ทุกจังหวัด ดำเนินมาตรการควบคุมสถานบริการทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซึ่งจะมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น     การเข้มงวดเรื่องเวลาเปิด ปิด ของสถานบริการ กวดขันมิให้ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าไปใช้บริการในระหว่างเวลาทำการ ควบคุมไม่ให้มีการนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการโดยเด็ดขาด และป้องกันมิให้มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด    ในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการสถานบริการ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตรวจสอบระบบความปลอดภัยในอาคารสถานบริการ เช่น การติดตั้งถังดับเพลิง อุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ ประตูทางเข้า ออก ทางหนีไฟ การติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ ระบบไฟส่องสว่าง และไม่ให้มีการใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดงที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้หรือเกิดระเบิดได้โดยเด็ดขาด และกำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ตรวจสอบดูแลเรื่องความปลอดภัยของผู้เข้าใช้บริการ เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมและการมั่วสุมภายในพื้นที่โรงแรม ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความร่วมมือแจ้งไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้กำชับสถานีตำรวจนครบาลดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวด้วย รวมไปถึงการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของเครื่องเล่นตามสถานบริการและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเครื่องเล่นไว้ให้บริการ โดยให้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
          นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ กระทรวงมหาดไทย   ได้แจ้งให้ทุกจังหวัดร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ พุทธศักราช 2559” ซึ่งจัดขึ้น ตามมติคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่   จากรัฐบาล นำความเป็นไทยสู่ใจประชาชน โดยให้ทุกจังหวัดจัดตั้งศูนย์ประสานงานโครงการสวดมนต์ข้ามปีระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานในระดับพื้นที่ สนับสนุนคณะสงฆ์ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว และให้ทุกหน่วยงานในจังหวัดร่วมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในบทบาทของแต่ละหน่วยงาน เช่น มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ตกแต่งสถานที่ การเป็นจิตอาสาร่วมจัดกิจกรรม เป็นต้น รวมทั้งให้จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในภาพรวมของจังหวัด เพื่อเผยแพร่เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อให้คนไทยได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เกิดความเป็นสิริมงคลความร่มเย็นเป็นสุขทั้งต่อตนเอง ต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป


วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กระทรวงมหาดไทย เผยการเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ “ปั่นเพื่อพ่อ BIKE FOR DAD” ในส่วนภูมิภาค ขณะนี้หลายจังหวัดได้จัดให้มีการซ้อมปั่นจักรยาน มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศการซ้อมของแต่ละจังหวัดเป็นไปอย่างคึกคัก

         เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 58 ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558  “ปั่นเพื่อพ่อ BIKE FOR DAD" ในส่วนภูมิภาค โดยมี พลเอก     อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายกิจกรรมในส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทยจึงขอเรียนให้ทราบถึงความคืบหน้าการเตรียมจัดกิจกรรมในส่วนภูมิภาค ดังนี้ ด้านการอำนวยการ  และพิธีการได้แจ้งให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามกรอบแนวทางในการจัดกิจกรรมและงานพิธีการให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีความสวยงาม และสมพระเกียรติ เริ่มตั้งแต่การจัดพิธีเปิดซึ่งกำหนดพร้อมกับส่วนกลาง การปล่อยขบวนจักรยาน และจุดสิ้นสุดขบวนจักรยาน ในส่วนของพิธีปิดให้เป็นไปตามความเหมาะสมและภูมิสังคมของแต่ละจังหวัด โดยให้คำนึงความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทางกลับด้วย ด้านการประชาสัมพันธ์งานในจังหวัด ได้กำชับให้ทุกจังหวัดดูแลป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้อยู่ในสภาพและสถานที่ที่เหมาะสมมีความมั่นคงแข็งแรงและสมพระเกียรติ รวมทั้งการรณรงค์ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังกิจกรรมฯ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารที่ทรงพระราชทานในกิจกรรมฯ โดยเฉพาะในเรื่อง การออกกำลังกาย ความสามัคคี และสุขภาพรวมไปถึง        ารเตรียมความพร้อมของจังหวัดที่จะมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมในส่วนภูมิภาค โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ซึ่งได้กำหนดไว้ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี สงขลา จันทบุรี และกาญจนบุรี ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย งดงาม และสมเกียรติ ซึ่งจะเป็นภาพเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ
          ด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยและการจราจร ได้เน้นย้ำในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคน       ที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง โดยให้จัดทำแผนดูแลความปลอดภัย แผนเผชิญเหตุ แผนในกรณีฉุกเฉิน และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกๆ ด้าน เช่น การจัดชุดรักษาความปลอดภัยเคลื่อนที่เร็ว จัดเจ้าหน้าที่ดูแลเส้นทาง จุดเสี่ยง จุดอันตราย โดยทุกจังหวัดจะมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติดังกล่าวก่อนการจัดกิจกรรมด้วย และจัดเตรียมระบบสื่อสารและเครือข่ายติดต่อระหว่างจังหวัด กับ ศูนย์ส่วนกลางให้สามารถติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา และการจัดการจราจรและการจัดรูปขบวนจักรยานเพื่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบสวยงามได้ให้คำแนะนำจังหวัด       ในการจัดรูปขบวน โดยอาจจัดตามกลุ่มของผู้มาลงทะเบียน อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการและทุพพลภาพผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เป็นต้น
          ในส่วนของการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โดยทุกจังหวัดจะมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด ทำดีแบบพ่อมีเนื้อหานิทรรศการเกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของพื้นที่ทรงงาน พื้นที่เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร พระราชกรณียกิจในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดตั้งแต่ทรงครองราชย์ถึงปัจจุบัน และประชาสัมพันธ์เชิญชวนหรือประสานไปยังสถานศึกษาในจังหวัดให้นำนักเรียน นักศึกษา เยาวชน เข้าชมนิทรรศการ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึง      พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน

 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ในหลายจังหวัดได้มีการซ้อมปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดมุกดาหาร เลย มหาสารคาม ราชบุรี ระยอง สงขลา นราธิวาส ตรัง พัทลุง ชุมพร พังงา ปทุมธานี นครนายก พิจิตร และจังหวัดลพบุรี เป็นต้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนำซ้อมปั่นด้วยตนเอง เพื่อสำรวจเส้นทางจักรยานและเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายและสภาพรถจักรยาน โดยบรรยากาศการซ้อมปั่นมีพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย เข้าร่วมซ้อมปั่นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดบริการตรวจสุขภาพ และตรวจเช็คสภาพรถจักยาน โดยสถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ ตลอดจน               การประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบกฎจราจรและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่       เพื่อความปลอดภัยในทุกพื้นที่อีกด้วย