pearleus

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562

วช.จับมือเครือข่ายพันธมิตร 11 องค์กร ระดมสมองส่งต่องานวิจัยแก้หลากหลายปัญหาถึง (ว่าที่) ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562  ที่โรงแรมสุโกศล สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนักเรียนเก่า เอไอที ประเทศไทย วิทยาลัยการพลังงานรุ่นที่ 3 บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และมูลนิธิอารยะสถาปัตย์ จัดการประชุมระดมสมอง สะท้อนความคิด...นโยบายสิ่งแวดล้อมเมือง...ผ่านงานวิจัย เพื่อส่งต่อ...(ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเผยแพร่งานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่การปฏิบัติ โดย ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  เป็นประธานเปิดการเสวนา"กรุงเทพ....ที่ทุกภาคส่วนอยากให้เป็น"






รวมทั้งเพื่อให้ (ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพทหานคร ได้ตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร และกำหนดเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ในนโยบายหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมมีส่วนในการบอกกล่าวให้ผู้ที่จะสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพทหานคร เข้าใจถึงปัญหากรุงเทพมหานคร ความต้องการ และความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศต่อบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวง

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานส่งเสริมวิจัยและนำผลวิจัยไปสู่การขยายผลในทางปฏิบัติ ซึ่งมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองน่าอยู่และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองหลายแผนงาน จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้นำผลงานการวิจัยมาพัฒนากรุงเทพมหานคร ผ่าน (ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเป็นพ่อเมือง หรือผู้นำในการพัฒนากรุงเทพฯ มาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ที่สำคัญเพื่อคนกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน ทวีความรุนแรงมากขึ้น ต้องใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การแก้ปัญหาระดับนโยบายและปฏิบัติ ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหาหลายประเด็นที่มีผลต่อคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

สำหรับในเวทีการการประชุม ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์  ผู้อำนวยการศูนย์ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงกรุงเทพฯ ไว้น่าสนใจ ว่า การพัฒนากรุงเทพมหานครได้กำหนดนโยบายไว้ 20 ปี ว่าจะเป็น "มหานครแห่งเอเชีย" โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ เช่น มหานครปลอดภัย มหานครสีเขียว มหานครสำหรับทุกคน มหานครแห่งเศรษฐกิจ ดังนั้น ผู้ว่าราชการต้องเป็นผู้ที่เก่งบริหารจัดการ มีความสามารถประสานได้กับทุกภาค ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้ว่าฯ คนใหม่

นอกจากนี้จากผลการสำรวจสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล สเปกของผู้ว่า กทม. ที่คนกรุงต้องการ พบว่า 80% บอกซื่อสัตย์ สุจริต 74% แก้ปัญหาเก่ง คล่องตัว ไม่ขายฝัน พูดจริงทำจริง ที่น่าสนใจคือ 24%  เป็นคนรุ่นใหม่ บอกว่านโยบายจะต้องจับต้องได้ ส่วนปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการให้แก้ไข พบว่า ส่วนใหญ่ ระบุว่าปัญหาการจราจร รถติด ความปลอดภัยทางถนน อุบัติเหตุ คนขาดวินัยจราจร รองลงมา คือ ค่าครองชีพ ของแพง ทำมาหากินไม่ได้ น้ำท่วมขัง มลพิษ ขยะเน่าเหม็น สิ่งแวดล้อม



สำหรับผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายพัชระ สารพิมพา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีวีหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์  ผอ.ศูนย์ยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สำนักงานวิจัยแห่งชาติ  ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัญฑิตและผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าเอไอทีประเทศไทย นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีมกรุ๊ปจำกัด มหาชน ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์ ร่วมส่งคลิปต์แสดงความเห็นมาเปิดบนเวทีด้วย




ทั้งนี้การประชุมระดมสมอง ดังกล่าว มีตัวแทนจากภาคส่วน ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน พรรคการเมือง สื่อมวลชน  ประชาชนจากหลายภาคส่วน กว่า 400 คน เข้าร่วมโดยหวังจะให้เกิดประโยชน์โดยการนำผลงานวิจัยไปเป็นนโยบายที่เหมาะสมกับกรุงเทพมหานคร
ในทุกมิติเพื่อเป็นเมืองหลวงในฝันของประชาชนในอีก 4 ปี ข้างหน้า

เปิดตัว “ยาสีฟันแฮวอน” มาตรฐาน Food grade กลืนได้ ตอบรับกระแสคนรักสมุนไพร

บริษัท แฮวอน จำกัด (Haewon) ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) ที่รู้จักกันดีในวงการผลิตภัณฑ์ความงาม โดยมีสินค้าที่กลายเป็นที่นิยมหลายอย่าง ได้แก่ ครีมแฮวอน สูตรวอเตอร์ดรอป ครีมกันแดด Bio Black Pearl ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์พีซเซรา (Pecera) และธุรกิจในเครือ แฮวอน คลินิก (Haewon Clinic) ซึ่งเป็นฝีมือการบริหารงานของ 2 ผู้บริหารรุ่นใหม่ “คุณดลหทัย ทีนะกุล” และ “คุณณัฐบดินทร์ ไชยศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฮวอน จำกัด

ล่าสุดปิ๊งไอเดียแตกไลน์สินค้าตัวใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่บริษัท แฮวอน หันมาผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้ นั่นก็คือ “ยาสีฟันแฮวอน” (Perfect Gum and Teeth Protection Toothpaste)


คุณมายด์-ดลหทัย ทีนะกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฮวอน กล่าวว่า เรามีความคิดที่ว่าอยากจะผลิตยาสีฟันที่ดีจนลูกค้าอยากใช้ไปตลอดชีวิตและไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นยาสีฟันแฮวอนนั้น ได้ผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบและใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่สารสกัด สี กลิ่น รสสัมผัส จนไปถึงแพคเกจจิ้ง (Packaging Design) ที่ออกแบบเป็น Food grade เนื้อยาสีฟัง จึงปลอดภัยสามารถกลืนได้ เป็นทั้งน้ำยาบ้วนปากพร้อมด้วยยาสีฟัน เรียกได้ว่า 2 in 1 ที่ทำความสะอาดในขั้นตอนเดียว นอกจากนี้ยังมากไปด้วยคุณประโยชน์จากสมุนไพรและระงับกลิ่นปากได้ถึง 99.7%

ยาสีฟันแฮวอน จะประกอบไปด้วย 9 วัตถุดิบหลักสำคัญดังนี้
1. ฟูลออไรด์ ช่วยลดการเสียวฟันและยับยั้งการผุของผิวเคลือบฟัน
2. สารสกัดจากใบฝรั่ง ช่วยระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสดชื่น ช่วยเบาเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม และยังให้ลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน

3. สารสกัดแทนนิน (Tannin) ของลูกพลับสีเขียวจากประเทศญี่ปุ่น ช่วยระงับกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ และต้านแบคทีเรีย
4. เมนทอล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า การบูรเปปเปอร์มินต์ ให้ความรู้สึกหอมเย็น เมื่อสูดดมจะสัมผัสได้ว่าเย็นซ่าบริเวณเยื่อเมือกของจมูกและลำคอ ช่วยระงับกลิ่นปาก
5. คาโมมายล์ (Chamomile) ช่วยลดและป้องกันการอักเสบของเหงือกและฟันและแผลในช่องปาก
6. สะระแหน่ (Spearmint Extract) ช่วยลดการอักเสบและช่วยให้ลมหายใจสะอาด หอมสดชื่นยาวนาน 
7. ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) เป็นสารสกัดจากว่านหางจระเข้ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดการอักเสบ และระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
8. สารสกัดชาเขียว (Green Tea Extract) ควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ลดความเป็นกรดของน้ำลาย และช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ที่ติดตามผิวเคลือบฟัน ป้องกันฟันผุ
9. วิตามินซี เป็นวิตามินที่ดีสำหรับคนที่เป็นโรคเหงือก เพราะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบบริเวณเหงือก รวมถึงลดอาการเลือดตามไรฟันอีกด้วย

“คุณท็อป-ณัฐบดินทร์ ไชยศรี” อีกหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์แฮวอน เปิดเผยว่า เรามองเห็นว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก มีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี และในปี 2561 โตขึ้นกว่า 5 % เราวางแผนไว้ว่าจะเจาะตลาดกลุ่มพรีเมียม แมส  (Premium Mass) ที่ทุกครัวเรือนก็สามารถจับต้องได้ในราคา 329 บาท ซึ่งภายใน 7 วัน หากลูกค้าไม่พอใจยินดีคืนเงินเต็มจำนวน และในราคานี้ถือว่าไม่แพงเกินเอื้อม คงอยู่ในระดับกลาง ๆ เพราะลูกค้าของเราคือคนที่ช่างเลือก ชอบเลือกสรร ต้องการดูแลและให้ความสำคัญกับช่องปากและฟันอย่างจริงจัง

โดยในไตรมาสแรกที่สินค้าเปิดตัว ตั้งเป้าไว้ว่า จะผลักดันยอดจำหน่ายให้ถึง 60,000-100,000 ชิ้น/เดือน จากตัวแทนในระบบที่ขณะนี้มีจำนวนหลักหมื่นคน ซึ่งมีพื้นฐานการทำตลาดออนไลน์อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องควบคุมการผลิตสินค้าด้วย เพราะเราอยากจะให้สินค้าในตลาดตรงตามความต้องการซื้อ ไม่ใช่ปล่อยสินค้าให้ล้นหรือสต็อกสินค้าเพื่อเก็งกำไร

อย่างไรก็ตามสำหรับท่านที่สนใจ สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือติดตามอัพเดทความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของบริษัทได้ที่ FB : Haewon official  / FB : Haewonnewschannel และ Line : @prhaewon หรือ www.haewonnewschannel.com

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

รมว.พม. เชิดชูเกียรติ อพม. ดีเด่น ปี 62 พร้อมดึงเด็ก เยาวชน คลื่นลูกใหม่ ร่วมเป็นจิตอาสา

ผูุ้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่  13 ก.ย.6   เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายจุติ ไกรฤกษ์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดโครงการรวมพลังและเชิดชูเกียรติอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) โดยมี อพม. ดีเด่นและอพม. ดีเด่นพิเศษ จำนวน 84 คน ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2562










นายจุติ กล่าวว่า อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เป็นพลังสำคัญของกระทรวง พม.ในการให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัยที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน มี อพม. ทั่วประเทศเพียง 98,125 คน ในการช่วยเหลือดูแลประชาชนทั่วประเทศ ประมาณ 70 ล้านคน ซึ่งภาระงานด้านสังคมมีเป็นจำนวนมากและมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การปฏิบัติงานของ อพม. ของกระทรวง พม. จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งปัจจุบันและอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยการทำงานเชิงรุกและเชิงรับ การเสริมพลัง อพม. ให้มีศักยภาพในระดับสากล รวมถึงการส่งเสริมให้สภาเด็กและเยาวชนมีจิตอาสาเข้ามาเป็น อพม. ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

รมว.พม.กล่าวต่อไปว่า การปฏิบัติงานของ อพม. เป็นการทำงานจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่หวังผลตอบแทน กระทรวง พม. จึงได้ให้ความสำคัญ ด้วยการยกย่อง เชิดชูเกียรติ อพม. ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมจึงได้ดำเนินโครงการรวมพลังและเชิดชูเกียรติอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาตั้งแต่ปี 2556 – 2561 จนกระทั่ง มี อพม. ที่ได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 491 คน สำหรับปี 2562 คณะกรรมการส่งเสริมงานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้พิจารณาคัดเลือก อพม.ดีเด่นและดีเด่นพิเศษ รวมทั้งสิ้นจำนวน 84 คน ประกอบด้วย 1) อพม. ดีเด่นพิเศษ รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติ จำนวน 11 คน  อาทิ

1.1) นางสาวดวงกมล  สวลีตีเมืองซ้าย ดำเนินกิจกรรมกีฬาเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด เด็กติดเกมส์ในชุมชน จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุในชุมชน รวมถึงการนำผู้พ้นโทษในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม Home Coming ลดช่องว่างระหว่างผู้พ้นโทษกับคนในสังคม 1.2) นายสมพงษ์ พงษ์พัว บุกเบิกการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ประจำหมู่บ้านหนองกระออม ในตำบลทุ่งกระบ่ำ เป็นแห่งแรก เพื่อดูแลผู้สูงอายุในหมู่บ้านและ 1.3) นางเครือวัลย์ มีแต้ม ฉายาผู้ประสานสิบทิศ ช่วยเหลือครอบครัวผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น 2) อพม.ดีเด่นพิเศษชมเชย รับประกาศเกียรติคุณ จำนวน 3 คน และ 3) อพม. ดีเด่น  รับประกาศเกียรติคุณ จำนวน 70 คน

“กระทรวง พม. ขอแสดงความยินดีและยกย่อง เชิดชูเกียรติ อพม. ทุกท่าน นับเป็นผู้เสียสละกำลังกาย กำลังใจกำลังความคิด และเวลา ด้วยการอุทิศตนทำงานเพื่ออำนวยประโยชน์สุขต่อสังคมและประเทศชาติ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และพร้อมเป็นเครือข่ายสนับสนุนงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการจัดสวัสดิการและพัฒนาสังคม เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่สังคมที่เป็นธรรม เพื่อเป้าหมายคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน  ตลอดจนเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาประเทศที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป” นายจุติ กล่าวในตอนท้าย

โครงการ USAID LINKAGES ประเทศไทยเปิดตัวเเคมเปญ U=U ตรวจไม่พบเท่ากับไม่แพร่ พร้อมจัดเสวนา“จะบวกจะลบ....ก็คบได้” ให้ความรู้ความเข้าใจคู่ผลเลือดต่าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โครงการ USAID LINKAGES ประเทศไทยเปิดตัวเเคมเปญ U=U ตรวจไม่พบเท่ากับไม่แพร่ ผ่านวีดีโอของกลุ่มผู้อยู่ร่วมกับเชื้อที่มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองกับมุมมองใหม่ที่ไม่ติดกรอบเลือดบวกแบบเดิม ๆ พร้อมทั้งจัดงานเสวนาในหัวข้อ “จะบวกจะลบ....ก็คบได้” โดยมีคุณปันปัน นาคประเสริฐ พิธีกรร่วมรายการ Drag Race Thailand คุณเอแคร์ Social Influencer ชื่อดังและเจ้าของเพจ “จือปาก”และคุณพีทและคุณที ซึ่งเป็นคู่ผลเลือดต่าง (คนหนึ่งมีสถานะเอชไอวีเป็นบวกและอีกคนเป็นลบ) ที่เคยใช้ชีวิตคู่ในฐานะคนรักมาแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองต่อประเด็นดังกล่าว




งานเสวนาครั้งนี้ยังมีนายแพทย์ธนัตถ์ ชินบัญชร แพทย์วิจัย จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยมาร่วมพูดคุยถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ค้นพบว่าการที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ทานยาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV) อย่างดีจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจเจอเชื้อไวรัสในกระแสเลือด (Undetectable)  จะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ (Untransmittable) ซึ่งเป็นหัวข้อที่เปลี่ยนแปลงมุมมองต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อแก่ผู่ร่วมงานดังกล่าวอีกด้วย

Dr. Stephen Mills ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค โครงการ USAID LINKAGES ประเทศไทยและประเทศลาว องค์การแฟมิลี เฮลท์ อินเตอร์เนชันแนล (FHI 360) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของหัวใจของเเคมเปญ U=U นี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญของงานยุติปัญหาเอชไอวีในประเทศไทยที่จะค้นหาผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีและพาพวกเขาเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรักษาเพื่อกดเชื้อไวรัสในร่างกายจนไม่สามารถส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นได้  แต่ความท้าทายที่ผ่านมาคือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีไม่ไปตรวจเลือดเพราะกลัวผลเลือดเป็นบวก ซึ่งมีที่มาจากทัศนคติหรือติดภาพเก่า ๆ ของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ดังนั้นเคมเปญนี้จะสร้างทัศนคติที่ดีและภาพลักษณ์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบใหม่ที่สุขภาพดี และอยากจะเชิญชวนบุคคลเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีมากยิ่งขึ้น




คุณพีท ฐิฏิวัสส์ ศิรเศรษฐกร จากเเคมเปญเผยความยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งของเเคมเปญที่จะสร้างความเข้าใจใหม่ของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อและกระตุ้นให้คนตรวจเลือดมากขึ้นผ่าน หากตรวจเป็นบวกก็แค่เริ่มทานยาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีสุขภาพดี อีกทั้งยังไม่สามารถส่งต่อเชื้อให้ใครได้หากมีสถานะตรวจไม่เจอเชื้อในกระแสเลือด เพราะตนเองได้ผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้ว 

แคมเปญดังกล่าวมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชายรักชาย สาวประเภทสอง พนักงานบริการรู้สถานะเอชไอวีของตนผ่านการตรวจเลือดเพื่อวางแผนสุขภาพของตนต่อไป ซึ่งหากตรวจพบสถานะเอชไอวีเป็นบวก ก็ให้พาตัวเองเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยทันทีและทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนตัวเองเข้าสู่สถานะตรวจไม่เจอเชื้อไวรัสในการแสเลือดหรือ Undetectable ก็จะไม่สามารถส่งต่อเชื้อไวรัสให้กับผู้อื่นได้ซึ่งเป็นทั้งการดูแลตัวเองและปกป้องผู้อื่นไปพร้อมๆกัน

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมวีดีโอดังกล่าวและจองรับบริการตรวจเลือดผ่านลิ้งค์ https://testmenow.net/3101 ที่ให้บริการผ่านศูนย์สุขภาพชุมชนที่มีคุณภาพในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย สงขลา (หาดใหญ่) เมืองพัทยา อำเภอเมืองชลบุรี และอุบลราชธานี





วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

ภาคเอกชนในจ.สค. จัดสัมมนา หมัดเด็ดการแข่งขัน….ที่ผู้ประกอบการต้องรู้


เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562 ณ โรงแรมเซ็นทรัลเพลส นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจ.สมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา เรื่อง หมัดเด็ดการแข่งขันที่ผู้ประกอบการต้องรู้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านการแข่งขันทางการค้า โดยมีผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ส่วนงานราชการในจ.สมุทรสาคร เข้าร่วมสัมมนา
            ทั้งนี้งานสัมมนาดังกว่า เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (OTCC) หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  เพื่อมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าให้ผู้ประกอบธุรกิจในส่วนภูมิภาคได้ระมัดระวังพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า