pearleus

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

พิธีเปิดการอบรมโครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 ณ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร

 

เมื่อเวลา 09.00 น.ขแงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้กล่าวราชการและดำเนินงาน ร่วมกับ
นายอานนท์ เนียมเงิน ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ท่ามกลางคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และ ผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง



เจาะลึกเบื้องหลัง: หลักสูตรเปลี่ยนชีวิต
นี่ไม่ใช่แค่การอบรมธรรมดา แต่เป็นไฟส่องทางครั้งใหญ่ของผู้ที่เคยหลงผิด โครงการนี้เป็นการน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และ "ศาสตร์พระราชา" มาปฏิบัติจริงในพื้นที่เรือนจำ มุ่งเน้นให้ผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและกำลังจะพ้นโทษ ได้เรียนรู้การบริหารจัดการที่ดิน การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและอาชีพ (พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น) สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนเมื่อกลับคืนสู่สังคม



คำปฏิญาณกึกก้อง... ลั่นวาจาไม่ทำผิดซ้ำ!
ไฮไลต์สำคัญของพิธีคือ วินาทีที่ตัวแทนผู้ต้องขังนำกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างสะเทือนอารมณ์ โดยมีใจความสำคัญ 4 ข้อชัดเจน:
1. จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ตั้งใจฝึกอบรมนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
3. จะไม่กระทำผิดกฎหมาย และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาด
4. จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ




การให้โอกาสคือสิ่งสำคัญที่สุด โครงการพระราชทานนี้ไม่เพียงแต่ฝึกอาชีพ แต่คือการ "ชุบชีวิตและจิตใจ" ให้แข็งแกร่งพอที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกโดยไม่หวนกลับมาทำผิดซ้ำ สังคมไทยต้องจับตาดูว่า พลังแห่งน้ำใจและความหวังหลังกำแพงสูงนี้ จะช่วยขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านผู้พ้นโทษให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้มากน้อยเพียงใด

อบจ.สมุทรสาครลุยหนัก! ส่งเครื่องจักรใหญ่เปิดทางน้ำคลองสี่วาฯ–เอกชัย เทศบาลนาดีขอบคุณแรงสนับสนุน เพื่อความสุขชาวบ้าน

 

เมื่อ 18 มิ.ย. 2569 — ปัญหาท้องถิ่นต้องหมดไป! วันนี้พี่น้องชาวนาดีได้เฮ หลัง เทศบาลตำบลนาดี นำโดย นางสาวจุไรวรรณ เผือกเล็ก นายกเทศมนตรีฯ พร้อมทีมบริหาร ควงแขน นายประดิพัทธ์ ยังมี สจ.สมุทรสาคร และทีมงาน สท. ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์แบบถึงลูกถึงคน ตรวจความคืบหน้าการปฏิบัติงานของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่เข้ามากำจัดวัชพืชที่ขวางทางน้ำ



อบจ.สมุทรสาคร ลั่น! พร้อมหนุนทุกพื้นที่เพื่อความสุขสบายของพี่น้องประชาชน
งานนี้ต้องตบมือรัวๆ ให้กับความเฉียบไวของ นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร และสมาชิกสภา อบจ. ที่จัดหนักจัดเต็ม ส่งยุทโธปกรณ์หนักลงพื้นที่เคลียร์คลองสี่วาพาสวัสดิ์ - เอกชัย จนสะอาดตา น้ำไหลสะดวก ลดปัญหาน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังอย่างทันท่วงที




กระบอกเสียงจาก อบจ.สมุทรสาคร ย้ำชัด:
"เราพร้อมสนับสนุนและเคียงข้างทุกข์สุขของท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง เพื่อความสุขสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของพี่น้ออบจ.สมุทรสาคร จับมือ เทศบาลตำบลนาดี เปิดปฏิบัติการฉับไว ไม่ทิ้งท้อถิ่น สั่งลุยเครื่องจักรกลหนักทะลวงผักตบชวาและวัชพืชเกลื่อนคลองสี่วาพาสวัสดิ์ - เอกชัย ขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลั่น! พร้อมหนุนทุกพื้นที่เพื่อความสุขสบายของพี่น้องประชาชน!"
จบปัญหายืดเยื้อด้วยการแอ็กชันไวแบบนี้ ได้ใจคนสมุทรสาครไปเต็มๆ!

กรวยเจ้าพ่อโดนเก็บแล้ว! ตำรวจทางหลวงขยับไว หลัง “ชี้ชัดเจาะลึก” ตีแผ่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

 

หลังเพจหนังสือพิมพ์ ชี้ชัดเจาะลึกออนไลน์ นำเสนอกรณีมีการนำกรวยมาตั้งกีดขวางบนพื้นผิวจราจร บริเวณถนนพระราม 2 หน้าเขตตลาดนาดี้ ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จนเกิดคำถามจากชาวบ้านว่า “ใครอนุญาต?”
ล่าสุด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังข่าวเผยแพร่ ตำรวจทางหลวง รถวิทยุ 2124 ได้ ว.4 เข้าตรวจสอบจุดดังกล่าว พร้อมดำเนินการให้เก็บกรวยออกจากพื้นผิวจราจร และประชาสัมพันธ์แจ้งไม่ให้มีการตั้งวางสิ่งของกีดขวางบนเขตทางหลวงอีก
งานนี้ต้องบอกว่า “ขยับไว เห็นผลจริง” เมื่อหน่วยงานรัฐทำงานรวดเร็ว ประชาชนก็อุ่นใจ ถนนหลวงต้องเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่พื้นที่ใครจะตั้งอะไรได้ตามใจ
ชี้ชัดเจาะลึกออนไลน์ ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงที่เข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที งานแบบนี้ประชาชนตบมือให้ครับ!

ร้องเรียน"ชี้ชัดเจาะลึก"

 ใครใหญ่กว่ากฎหมาย? ชาวบ้านกังขา "กรวยส้มปริศนา" โผล่ยึดเลนถนนพระราม 2 หน้าตลาดดัง ใครสั่ง-ใครอนุญาต!

ทำเอาผู้ใช้รถใช้ถนนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก! หลังมีการแชร์ภาพและตั้งคำถามสนั่นโซเชียลจากพิกัด ถนนพระราม 2 ช่วงหมู่ที่ 1 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บริเวณหน้าตลาดนาดี้) ที่เผยให้เห็นแนวกรวยยางสีส้มตั้งเรียงรายเป็นทางยาว ยึดพื้นที่ถนนหลวงไปแล้ว 1 ช่องจราจร จนสังคมต้องสะกิดถามตรงๆ ว่า "ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?"



จากภาพที่ปรากฏ ชัดเจนว่าเลนซ้ายสุดถูกปิดกั้นด้วยกรวยส้มตลอดแนวหน้าพื้นที่ตลาด ส่งผลให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมาต้องเบี่ยงออกเลนขวาอย่างกะทันหัน ซึ่งถนนเส้นพระราม 2 ขึ้นชื่อเรื่องปริมาณรถที่หนาแน่นและความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอยู่แล้ว การนำสิ่งกีดขวางมาตั้งบนทางหลวงแผ่นดินเช่นนี้ จึงนำมาสู่เครื่องหมายคำถามชิ้นโตจากภาคประชาชน
ชาวบ้านในพื้นที่และผู้สัญจรผ่านทาง ต่างพากันตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ว่าการวางกรวยลักษณะนี้ "ใครเป็นคนสั่ง?" มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจราจรเพื่อความปลอดภัย หรือเป็นเพียงการกระทำโดยวิสาสะเพื่อประโยชน์ส่วนตนของใครบางคน? และที่สำคัญ อำนาจของเจ้าของพื้นที่เอกชน มีสิทธิ์เหนือกว่ากฎหมายทางหลวงและอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในการดูแลผิวจราจรตั้งแต่เมื่อไหร่?
ตามประมวลกฎหมายจราจรทางบกและพระราชบัญญัติทางหลวง การตั้งสิ่งกีดขวางบนทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะนอกจากจะทำให้การจราจรติดขัดแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้
"ชี้ชัดเจาะลึกออนไลน์" ขอเป็นกระบอกเสียงส่งคำถามนี้ตรงไปยัง กรมทางหลวง, แขวงทางหลวงในพื้นที่ และตำรวจทางหลวง ให้รีบลงพื้นที่ตรวจสอบด่วน! ว่ากรวยส้มแถวนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ หรือตั้งเพื่อผลประโยชน์ของใคร? หากเป็นการกระทำที่พละการ จะมีการบังคับใช้กฎหมายและคืนผิวจราจรให้ประชาชนเมื่อไหร่? สังคมกำลังรอคำตอบ!

“บิ๊กอ้อ–บิ๊กยอด” เปิดโครงการตำรวจสีขาวสมุทรสาคร ประกาศชัด! ก่อนตรวจใคร หน่วยงานตัวเองต้องขาวสะอาด


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการตำรวจสีขาวตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร” โดยมี พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง




งานนี้ “บิ๊กอ้อ” ผบช.ภ.7 และ “บิ๊กยอด” ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร เดินหน้าส่งสัญญาณชัดถึงมาตรฐานองค์กรตำรวจยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ตำรวจมืออาชีพ” ที่ต้องยืนอยู่บนความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยมีถ้อยคำสำคัญที่สะท้อนจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “หากเราจะตรวจเขา หน่วยงานเราต้องขาวสะอาดก่อน” ถือเป็นการประกาศมาตรฐานภายในองค์กรตำรวจ ก่อนออกไปบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนและสังคม



โครงการตำรวจสีขาวจัดขึ้นตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 7 มุ่งป้องกันมิให้ข้าราชการตำรวจและลูกจ้างในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกรูปแบบ พร้อมปลูกจิตสำนึกด้านอุดมการณ์ คุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตำรวจให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน สำหรับตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร กำหนดกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ จำนวน 102 นาย โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การตรวจหาสารเสพติดด้วยการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับประชาชน




การดำเนินการครั้งนี้มีภาคีเครือข่ายร่วมสังเกตการณ์และเป็นสักขีพยาน อาทิ ตำรวจภูธรภาค 7 บุคลากรโรงพยาบาลสมุทรสาคร และคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเฝ้าระวัง โดยให้ผู้บังคับบัญชาตามสถานีตำรวจต่าง ๆ ติดตามพฤติกรรมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย การเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการละทิ้งหน้าที่
โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีเปิดตามระเบียบ แต่คือการย้ำแรง ๆ ว่า “ตำรวจที่ดี ต้องเริ่มจากความสะอาดของตัวเอง” เพราะศรัทธาประชาชนไม่ได้เกิดจากคำพูดสวยหรู แต่เกิดจากการปฏิบัติจริง โปร่งใสจริง และตรวจสอบได้จริง

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

70 ปี “เจ้เล็ก กล่ำปลาเค็ม” เปิดโรงงานแจกข้าวสารกว่าหมื่นโล! คนยากไร้หลั่งไหลรับน้ำใจกลางแดดร้อน

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่โรงงานกล่ำปลาเค็ม จ.สมุทรสาคร นางฐิติกร ลิ้มธนสาร หรือ “เจ้เล็ก กล่ำปลาเค็ม” ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร ได้จัดกิจกรรมทำบุญวันเกิดครบรอบ 70 ปี ด้วยการแจกข้าวกล่องให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนที่เดือดร้อน




ต่อมาเวลา 11.00 น. ได้มีการแจกข้าวสารคนละ 5 กิโลกรัม พร้อมน้ำตาลทรายขาว รวมข้าวสารที่นำมาแจกกว่า 10,000 กิโลกรัม ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมารับสิ่งของ แม้อากาศร้อนจัด แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น
งานนี้ไม่ใช่แค่งานวันเกิดธรรมดา แต่คือภาพของ “การให้” ที่จับต้องได้ คนมีน้ำใจเปิดโรงงานแบ่งปัน คนเดือดร้อนได้อิ่มท้อง สะท้อนพลังบุญที่ไม่ต้องพูดดัง แต่ดังไปถึงหัวใจคนรับ




ภายในงานมีนายชุมพล จันทร์จรัสวัฒนา นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และนายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ เลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ จ.สมุทรสาคร เข้าร่วมกิจกรรมบุญในครั้งนี้ด้วย