pearleus
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้จัก NEA ผ่าน"พรวิช ศิลาอ่อน"ผู้บริหารใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้จัก NEA ผ่าน"พรวิช ศิลาอ่อน"ผู้บริหารใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

รู้จัก NEA สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ ผ่าน"พรวิช ศิลาอ่อน"ผู้บริหารใหม่

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่  New Economy Academy หรือ NEA หน่วยงาน
ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆให้เข้าใจวิธีการทำการค้าขายยุคใหม่ในด้านดิจิทัล ด้านบริหารจัดการธุรกิจสู่สากล ความรู้เบื้องต้นเพื่อการส่งออก ความรู้เฉพาะด้านการตลาดระหว่างประเทศ

นายพรวิช ศิลาอ่อน  ผอ.NEA เปิดเผยว่า NEA  เป็นสถาบันฯที่มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศด้วยองค์ความรู้เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ นอกจากนี้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีหลายอย่างในปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมถึงลักษณะการประกอบธุรกิจต่างๆ ไปอย่างรวดเร็ว สถาบันฯ ก็จะทำเป็นเสมือนพี่เลี้ยงในการเสริมสร้างให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเร่งพัฒนาผู้ประกอบการและเกษตรกรให้เป็น Smart Entrepreneur และ Smart Farmer ที่จะก้าวสู่การพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 พร้อมกระจายองค์ความรู้ไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อไป

"ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ เรายังมีเครือข่ายที่เป็นแรงผลักสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ไปยังทุกภูมิภาคของประเทศและเข้าถึงผู้ประกอบการในระดับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาที่พร้อมจะผนึกกำลังเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการของเรามีความขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ปัจจุบันทางสถาบันฯ ได้มีพันธมิตรรวมทั้งหมดกว่า 68 หน่วยงาน โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือไปแล้วกว่า 19 หน่วยงาน"

อย่างไรก็ตามสถาบันฯมีแนวทางในการผลักดันผู้ประกอบการยุคใหม่ ผ่าน 5 หลักสูตร สำคัญได้แก่ 1.หลักสูตร New Economy Amplifier เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ความรู้และสร้างความชำนาญในด้านเทคนิควิธีการถ่ายทอด สำหรับผู้ที่จะต้องนำองค์ความรู้ไปกระจายต่อกับบุคคลที่สนใจทั่วไป อาทิ โครงการสร้างพี่เลี้ยงทางการค้า (Train the Trainers) ระยะเวลาตั้งแต่ เดือนมกราคม – เดือนกรกฎาคม
2561 จำนวน 6 ครั้ง โดยดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วมีจำนวนผู้เข้าร่วมทั้ง 2 ครั้ง 415 ราย ในจังหวัดชลบุรี
เชียงใหม่ โดยอีก 4 ครั้งที่เหลือ จะเป็นที่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพ มีกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
1,200 ราย


2. หลักสูตร New Economy Foundation เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการใหม่หรือผู้ที่สนใจจะ
ประกอบธุรกิจ เป็นหลักสูตรที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้มีศักยภาพในตลาดโดยเน้นตลาดในประเทศ
อาทิ โครงการสัมมนา "เรียนรู้ เรียนลัด มุ่งการส่งออก (Express Exporter) ในจังหวัด 5 โดยในกลุ่มเป้าหมาย 1,200 ราย  1.ครั้งที่ 1 วันที่ 26-28 มีนาคม 2561 (จ.กาญจนบุรี)   2.ครั้งที่ 2 วันที่ 13– 15 มิถุนายน2561 (จ.ลำปาง) 3. ครั้งที่ 3 วันที่ 27 – 29 มิถุนายน 2561 (จ.สงขลา) 4. ครั้งที่ 4 วันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2561 (อุบลราชธานี) 5.ครั้งที่ 5 วันที่ 1 – 3 สิงหาคม 2561 (จ.จันทบุรี)

โครงการ “สร้างความรู้พื้นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ Express Exporter Plus ในจังหวัด 5 โดยในกลุ่มเป้าหมาย 1,200 ราย นั้น นายพรวิช กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งออก ระเบียบศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา การจดเครื่องหมายการค้า การเตรียมเอกสารเกี่ยวกับแบงค์โดยร่วมมือกับเอกซิมแบงค์ มีการปูพื้นฐานสำหรับผู้ยังไม่เคยส่สงออกเลย คอร์สนี้จะสอนในต่างจังหวัด 5 ครั้ง  โดยไปทุกภาค ซึ่งครั้งที่ 1 จะมีขึ้นในที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 4-5 เมษายนศกนี้

โดยเหมาะสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการอบรมเสริมสร้างความรู้พื้นฐาน
"เศรษฐกิจยุคใหม่" หัวข้อการบรรยายที่่สนใจของการอบรม ได้แก่ "Logistic & Supply Chain : การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ" ในวันที่ 4 เมษายน 2561 และ วันที่ 5 เมษายน 2561 ณ โรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี เข้าใจกระบวนและพิธีการทางด้านการขนส่งและการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศครบถ้วน หัวข้อ พูดได้ ขายคล่องด้วยการเจรจา การค้าระหว่างประเทศ เรียนรู้ เคล็ดลับในการเจรจาทั้งเป็นฝ่ายรับและฝ่ายรุก ทำอย่างไรให้การเจรจาสำเร็จ (เน้นปฏิบัติ) อบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจเข้าร่วมอบรม  ติดต่อ 085-057-3865 / 096-985-9039 หรือ www.nea.ditp.go.th ส่วนครั้งที่ 2.วันที่ 24– 25 พฤษภาคม 2561 (จ.สุราษฎร์ธานี)  ครั้งที่ 3.วันที่ 7 – 8 มิถุนายน 2561 (จ.นครสวรรค์) ครั้งที่ 4. วันที่ 21 – 22 มิถุนายน 2561 (จ.ระยอง)  ครั้งที่ 5. วันที่ 5 – 6 กรกฎาคม 2561 (พระนครศรีอยุธยา

3.หลักสูตร New Economy Driver หลักสูตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อฝึกอบรมสำหรับผู้ประกอบ
การวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้สามารถแข่งขันได้ ในตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ (Local to Global) อาทิ   โครงการ “พัฒนาธุรกิจสู่การค้าระหว่างประเทศ Passport to Global 5 ครั้ง ได้แก่ ตรัง เชียงราย ขอนแก่น จันทบุรี และกทม.   โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ "ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter ระหว่างเดือน เมษายน-กรกฎาคม 2561

4.หลักสูตร New Economy Connector หลักสูตรสร้างเครือข่ายการค้าสำหรับผู้บริหาร เป็นหลักที่สร้างเวทีเครือข่ายและแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างบุคลากรชั้นนำทั้งภาครัฐ และเอกชนตามความเหมาะสมในแต่ละกลุ่มภูมิภาค โดยในระยะเริ่มต้นจะได้เน้นภายในกลุ่มประเทศ CLMVT เพราะปัจจุบันเป็นกลุ่มเป้า
หมายของการส่งออกจากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 และมีเป้าหมายที่จะขยายต่อไปในระดับโลก สร้าง
ศักยภาพบุคลากรจากมุมมองธุรกิจจริง เน้นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่ม การทดลองปฏิบัติ
ด้วยวิธีต่างๆ และการศึกษาวัฒนธรรมของประเทศคู่ค้า ผ่านโครงการ CLMVT Executive Program on New Economy และ โครงการสร้างภาคีเครือข่ายพันธมิตรของสถาบันฯ

5.หลักสูตร IT 4 SME (E-Business) ถือว่าเป็นหลักสูตรสำคัญในยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจโดยหลักสูตรจะส่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน IT ให้กับผู้ประกอบการ SME ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยทักษะด้าน E-Business รวมไปถึงความเข้าใจในธุรกิจ และกระบวนการต่างๆ เช่น การตลาดดิจิทัล(Digital Marketing) ระบบการชำระเงินออนไลน์ และระบบการขนส่ง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดสมรรถภาพของธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทำการค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าออนไลน์ในตลาดโลกได้เช่นกัน อาทิ โครงการสัมมนาการตลาดดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ

โครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการขยายตลาดส่งออกผ่านอาลีบาบา และโครงการ
หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ในระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Academy)" จะเห็นได้ชัดเลยว่า ทุก
โครงการเราทำเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับชั้นและทุกภูมิภาคเพื่อให้เกิดเอสเอ็มอีใหม่ๆในทุก
มุมจังหวัด ก่อเกิดการสร้างรายได้และการจ้างงานขับเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ"นายพรวิช กล่าวและว่า
วางเป้าหมายของ NEA ในการเป็นพี่เลี้ยงหลักทางการค้า ว่าการเติบโตของธุรกิจ SMEs ในปีที่ผ่านมาผลการสำรวจธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม การส่งออกของ SME ในเดือนมกราคม ปี 2561 มีมูลค่า
156,937.7 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.0 และเมื่ออยู่ในรูปดอลล่าร์สหรัฐ มูลค่าการ ส่งออกขยายตัวร้อยละ 16.5 โดยสัดส่วนของการส่งออกของ SME ต่อการส่งออกรวม เท่ากับร้อยละ 24.1 โดย SMEs ยังคงมีมูลค่าการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนมากที่สุด มีมูลค่า 47,051 ล้านบาทรองลงมาได้แก่ประเทศจีน มีมูลค่าการส่งออก 18,069ล้านบาท และประเทศญี่ปุ่น มีมูลค่าการส่งออก 13,939 ล้านบาท สำหรับสินค้าส่งออก สำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ หมวดอัญมณีและเครื่องประดับ หมวดพลาสติก และของทำด้วยพลาสติก และหมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้านธุรกิจภาคการค้าและบริการคือผลงาน

"ปัจจุบันตัวเลขการจ้างงานของ SME มีทั้งสิ้น 11,747,093 ราย เทียบกับปีก่อนมีทั้งสิ้น 10,751,965 ราย
เพิ่มขึ้น 995,128 ราย หรือเพิ่มขึ้น 9.30% เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจากภาคบริการ 552,532 ราย ภาคการค้า 325,907 ราย ภาคการผลิต 113,722 ราย และภาคธุรกิจการเกษตร 2,967 ราย จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยลักษณะการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นยุคที่คนตัวเล็กอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองทำให้มีธุรกิจเอสเอ็มอีเกิดขึ้นมาก นับเป็นความท้าทายของ
NEA ที่จะจัดหลักสูตรให้เข้าถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด อีกเรื่องคือการทำความเข้าใจเทรนด์ตลาดและความคิดของกลุ่มอสเอ็มอีในแต่ละกลุ่มว่ามีความต้องการพัฒนาความรู้แบบใด ในส่วนนี้เราจะต้องทำการวิเคราะห์เทรนด์ของการฝึกอบรมด้านการค้าระหว่างประเทศที่ทันสมัยที่สุด รวมทั้งใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยประมวลผลข้อมูลผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมว่าทำธุรกิจอะไรและมีความสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ เพื่อนำไปวิจัยออกแบบหลักสูตรให้สามารถพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีไทยสู่การเป็น Smart SMEs อย่างแท้จริง"

นายพรวิช กล่าวด้วยว่า สถาบันฯยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง
CLMVT ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ที่ขานรับนโยบายของท่าน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนให้มีการกระจาย
การส่งออกไปยันประเทศเพื่อนบ้านและยังถือว่าเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น สถาบันจึงผลักดันในมีการร่วมมือให้เกิดผลประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานบริหาร
จัดการห่วงโซ่การผลิต ยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งกลุ่มประเทศ CLMV นับว่าเป็น
กลุ่มคู่ค้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยในปี 2560 มีมูลค่าการส่งออก กว่า 25.13 พันล้าน US เมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีมูลค่าการส่งออก 22.047 พันล้าน US เพิ่มขึ้นกว่า 13%"

พร้อมระบุว่า สำหรับคอร์สยอดนิยม จะเป็นการทำ e commerce  หรือการค้า online และคอร์สการรู้จัก
ตลาดเพื่อนบ้าน เจาะตลาด CLMV เป็นทีนิยมมากของผู้ประกอบการเพราะใกล้ตัว มีความรู้และเข้าใจ
ตลาดมากกว่าและโอกาสมีมากกว่าจะเห็นว่าตัวเลขการค้าขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับยุโรป สินค้าส่งออกที่ไป
ส่วนใหญ่เป็นของอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง คอร์สเจาะตลาด กัมพูชา จะมีกิจกรรมของกรมส่งเสริม
การค้าระหว่างประเทศ ด้านแมชชิ่ง การออกบูธ เราสามารถแนะนำได้ว่าควรจะทำอย่างไร ต้องไปพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมของตนเอง

นอกจากนี้ในภูมิภาคก็มีแผนทำกิจกรรมคล้ายๆกัน ที่จะจัดเร็วๆนี้ คือที่จังหวัดอุดรธานี โครงการอบรม
เสริมสร้างความรู้พื้นฐาน "เศรษฐกิจยุคใหม่" ได้เชิญเทสโก โลตัส ไปเพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเสนอสินค้ากับบริษัทที่มาร่วม ในอนาคตจะมีบริษัทอื่นๆด้วย  กิจกรรมจะไม่ใช่แค่ให้ความรู้แต่ต้องสามารถนำมาใช้จริงได้ ทุกอย่างต้องจบที่ตลาด พัฒนาสินค้า เตรียมความพร้อมและขายของได้ในตลาดในออนไลน์ได้จริง

"จากการจัดโครงการอบรมต่างๆ ทั่วประเทศ ผมมองว่า จุดแข็งของคือการให้ความรู้ เรามีความเชี่ยวชาญด้านตลาด มีความพร้อมในการที่จะต่อยอด ในที่สุดผลก็จะอยู่ในการที่เราเห็นความสำเร็จของผู้ประกอบการที่มาเรียนกับ NEAไปถึงดวงดาว ตอนนี้มีหลายบริษัทที่เคยมาเรียนกับเราและประสบความสำเร็จในต่างประเทศแล้ว"ผอ.NEA กล่าวและว่า  อีกเรื่องหนึ่งคือ การที่จะทำให้ความรู้ต่างๆ มีความยั่งยืนและกระจายไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการได้กว้างขวางที่สุดคือ โครงการหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ในระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ E-Academy ตอนนี้มี 10 กว่าวิชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานการส่งออก เริ่มการค้าออนไลน์ การเจรจาธุรกิจ วิชาใหม่ๆ English for Business การสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ สามารถ สมัครเรียนที่ได้ทางเวปไซต์ของ NEA  ไม่มีข้อจำกัดใดใด 

พิเศษในช่วงนี้เพิ่งเปิดตัวสถาบัน ให้เรียนฟรี ปัดฝุ่นวิชาต่างๆ ใหม่ อยากให้ทุกท่านเข้ามาเรียน ตอนนี้เริ่มลงทะเบียนได้แล้วและเริ่มเรียนตั้งแต่ 1 เมษายน สำหรับผู้ประกอบการ บุคคลทั่วไป นักศึกษา เป็นการเรียนแบบมี interactive จะมีการประเมินผล แต่ละช่วงของการเรียน คอร์สหนึ่งใช้เวลา 30 - 40 ชั่วโมง คอร์สใหม่ๆ ที่จัดทำจะมีการใช้วิดีโอ สัมภาษณ์ทูตพาณิชย์ ผู้ประกอบการ

"อยากเชิญชวนให้ผู้ประกอบการทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรูปแบบไหน จะเป็นสตาร์ทอัพหรือเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญแล้ว  เรามีกิจกรรมทั้งภายในกรงเทพฯ และต่างจังหวัด มี online academyสามารถ
เข้าสมัครได้ทุกเมื่อ  ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมทาง facebook live  สมัครได้ง่ายมาก www.nea.ditp.go.th"


******************