pearleus

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผู้ว่า ฯ สค. เปิดโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ


 
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ณ พุทธมณฑล จ.สมุทรสาคร  นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ จ.สมุทรสาคร   ซึ่งเป็นกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปรับปรุงภูมิทัศน์พุทธมณฑล จ.สมุทรสาคร  โดยมีข้าราชการ ประชาชน และนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง








กอ.รมน.จังหวัด จนท.ตร. และศูนย์ดำรงธรรมแม่กลอง แก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินนอกระบบ


เมื่อวันพุธที่ 6 มิ.ย. 61 พล.ต.วสันต์ ทัพวงศ์ ผบ.กกล.รส.จว.ส.ส. (มทบ.16) สั่งการให้ รอง ผบ.กกล.รส.จว.ส.ส.ฯ ลงพื้นที่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องหนี้สินนอกระบบให้กับ ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัด จนท.ตร. และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาล กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 1 โดยผลการปฏิบัติ ประชาชนรู้สึกมีความอบอุ่นใจ คลายความวิตกกังวล ได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้ และได้รับข้อตกลงในการชำระหนี้ได้อย่างเป็นธรรม







วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

'คนกระทุ่มแบนไม่ทอดทิ้งใคร' มอบที่นอนยางพารา


เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2561 คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอกระทุ่มแบน ภายใต้การอำนวยการของนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบน ประธานคณะกรรมการในการขับเคลื่อน ภายใต้แนวทาง"คนกระทุ่มแบนไม่ทอดทิ้งใคร" ได้มอบที่นอนยางพาราของศูนย์กายอุปกรณ์กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ทีมหมอครอบครัวตำบลท่าไม้พร้อมกับยืมเตียงนอนจากรพ.กระทุ่มแบน เพื่อมอบให้กับผู้ป่วยติดเตียงนาง จวน เฮี้ยนชาศรี อายุ 91 ปี อาศัยใน หมู่ 3 ตำบลท่าไม้อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร


“บิ๊กฉัตร” เร่งล้างบาง เรือผี ให้หมดจากประเทศ ประเดิมที่ จ.สมุทรสาคร


บิ๊กฉัตรเร่งล้างบาง เรือผี ให้หมดจากประเทศ ประเดิมที่ จ.สมุทรสาคร สั่งประกาศตามหาเจ้าของเรือประมงจอดทิ้งไว้ให้มาแสดงตัวตนภายใน 7 วันก่อนขายทอดตลาด 
 
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.61 เวลา 13.30 น. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุมกองเรือประมงในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเสนาธิการทหารเรือ อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมประมง โดยมีนายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พบว่าตลอดเส้นทางการลงเรือตรวจการณ์ตั้งแต่ท่าเรือรับลม คลองมหาชัย แม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงตลอดเส้นทางเป็นเรือที่ถูกควบคุมมิให้ออกจากท่าเทียบเรือ เนื่องจากไม่มีทะเบียนเรือ ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง รวมถึงอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเรือดังกล่าวที่ถูกล็อคไม่ให้ออกจากท่าเป็นเรือประมงจำนวน 134 ลำ ซึ่งจอดอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนเป็นเรือที่ไม่มีชื่อเรือ ไม่มีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุ รวมถึงอยู่ระหว่างการต่อและบางลำจมน้ำ ดังนั้น จึงได้สั่งการกรมเจ้าท่าติดประกาศที่เรือหรือท่าเทียบเรือให้เจ้าของเรือมาแสดงตัวภายใน 7 วัน หากไม่มีผู้มาแสดงตัว กรมเจ้าท่าจะดำเนินการนำไปขายทอดตลาดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย และจะให้ดำเนินการเช่นเดียวกันทุกจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัดซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นการกำจัดเรือจม ซากเรือต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องและผิดกฏหมายให้หมดสิ้นไป
การมาติดตามมาตรการควบคุมและบริหารจัดการกองเรือประมงครั้งนี้เนื่องจากได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานภายในกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับการควบคุมเรือประมงทั้งหมด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งกรมส่วนกลางและสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพราะระบบการทำงานใหม่นี้กรมเจ้าท่าจะต้องเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทันเวลาในทุกสถานการณ์ เพื่อสามารถบริหารจัดการควบคุมเรือไร้สัญชาติ เรือที่ไม่มีที่มาที่ไป และเรือที่ปฏิบัติผิดกฎหมาย เรือคดีต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนไม่ให้ออกไปทำการประมงหรือกลับเข้ามาสู่ระบบประมงของประเทศไทยได้อีก เรียกว่าต่อไปนี้เรือผีต้องไม่มีในประเทศไทย ส่วนเรือจม เรือพังทั้งหลายนั้น ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ติดตามตัวเจ้าของหมดแล้ว เพื่อให้ยืนยันข้อมูลว่า จมที่ไหน พังที่ไหน ขายไปที่ไหน อย่างไร เพื่อมิให้เรือเหล่านี้ถูกนำมาใช้สวมเรือ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานอีกอย่างเด็ดขาดพลเอกฉัตรชัย กล่าว
พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมเจ้าท่าจะออกระเบียบเป็นหลักเกณฑ์ของราชการเพิ่มเติมให้เข้มข้นขึ้น เช่น อู่ต่อเรือต้องขึ้นทะเบียน เรือทุกลำก่อนต่อเรือต้องถูกตรวจสอบแปลนเรือ ไม่รับจดทะเบียนเรือประมงที่ไม่มีการจัดทำอัตลักษณ์ หรือไม่มีหมายเลข IMO เรือประมงที่ต่อใบอนุญาตใช้เรือประจำปีต้องเข้ารับการตรวจสภาพเรือทุกลำ โดยการอนุมัติให้รับจดทะเบียนเรือหรือไม่ ให้ทำในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ ประมง ทหารเรือ มิใช่กรมเจ้าท่าเพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไป ส่วนเรือขนถ่ายสินค้าทั่วไปทุกลำขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไปต้องติดระบบติดตามเรือ AIS เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าไปบรรทุกปลาที่ไหน หรือไม่ อย่างไร ได้ตลอดเวลา ด้วยมาตรการนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่ากองเรือประมงไทยปราศจากเรือผิดกฎหมาย เรือผี เรือสวม ได้อย่างเด็ดขาด เป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศ IUU Free ภายใน 3 ปี และเป็นผู้นำอาเซียนด้านการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อการประมงที่ยั่งยืน ก่อนที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2562












นอภ.กระทุ่มแบน พร้อมจนท. ลงตรวจ รง.ผลไม้อบแห้งลักลอบปล่อยน้ำเสีย


วันที่ 5 มิ.ย.61 เวลา 10.30 น. นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบน ร่วมกับจ.ส.อ.ชัยวัฒน์   ตองกลิ่น จนท.ปฏิบัติการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กอ.รมน.จังหวัด ส.ค. พร้อมด้วย จนท.สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 5 (นครปฐม), จนท.ทสจ.สมุทรสาคร, จนท.อุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร,รอง นายก อบต.ท่าเสา, ปลัด อบต.ท่าเสา, ผอ.กองสาธารณสุขฯ อบต.ท่าเสา,, ประธานเครือข่าย ทสม.อ.กระทุ่มแบน ผญบ.ม.2 ท่าเสา เข้าตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ว่ามีบริษัทที่ผลิตผลไม้อบแห้งส่งออก ลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตผลไม้อบแห้ง ลงสู่คลองสาธารณะ และบ่อร้างขนาดใหญ่เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณหลังโรงงาน มีพื้นที่สวนผัก ,บ่อเลี้ยงปลา และบ่อเลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบ รวมเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่
          จากการตรวจสอบบ่อร้างด้านหลังโรงงาน มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตจำนวนมาก ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ลักษณะคล้ายกลิ่นดองผลไม้ เมื่อเข้าตรวจสอบบริเวณริมรั้วด้านนอกโรงงาน มีน้ำเสียสีเหลืองอ่อน ๆ ไหลออกมาตลอดเวลา คณะตรวจฯ จึงเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมในบริเวณโรงงาน โดยมี พ.อ.ทรงศักดิ์  นิ่มนวล ผอ.สพอ.ศปป.4 กอ.รมน. และคณะฯ ซึ่งเดินทางมาตรวจติดตามการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียคลองสี่วาพาสวัสดิ์ เข้าร่วมตรวจสอบภายในบริเวณโรงงาน
         ซึ่งทางอำเภอได้มีการออกตรวจสอบทางบริษัทดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ค.61 พบว่าระบบการบำบัดน้ำเสียของบริษัทไม่ได้มาตรฐาน ทางอุตสาหกรรมจังหวัดได้มีการออกคำสั่งตาม มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ของ พรบ.โรงงาน ให้ระงับการประกอบกิจการในส่วนที่เกี่ยวการผลิตและการล้างภาชนะที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย และให้บริษัทปรับปรุงติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจากการตรวจสอบในวันนี้ยังพบว่ามีการรั่วไหลของน้ำเสียอยู่ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งตามมาตรา39 จึงได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมนี้ ได้มีการแก้ไขปัญหาของการส่งกลิ่นเหม็นและป้องกันน้ำในบ่อร้าง ที่อาจจะไหลเข้าสวนผัก และบ่อกุ้ง จึงได้มีบันทึกให้บริษัทฯ ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนเร่งด่วน โดยให้ทำคันดินรอบบ่อร้างเพื่อป้องกันน้ำเสียล้นออกนอกบ่อเมื่อฝนตก และบำบัดกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียในบ่อร้าง ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน (ครบกำหนดวันที่ 20 มิ.ย.61 ) และมอบหมายให้ จนท.สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 5 (นครปฐม) เก็บตัวอย่างน้ำจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน /ในบ่อร้าง และคลองน้อย เพื่อตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการต่อไป







วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บก.สส.บช.น. รวบมิจฉาชีพ หลอกลวงให้ทำประกันภัย


 
                กองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น  พล.ต.ต.อนุรักษ์ แตงเกษม รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.สมพงษ์  ชิงดวง รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.อิทธิพล  อัจฉริยะประดิษฐ์  ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. , กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ  ภายใต้การอำนวยการ พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผกก.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ , พ.ต.ท.นพดล เจริญทรัพย์ , พ.ต.ท.ธิติพงษ์  สียา , พ.ต.ท.สรรเพชร สุวรรณไตร รอง ผกก. , ร.ต.อ.กิติพัฒน์ ใจอารีรอบ  สว.ฯ , ร.ต.ท.พิชิต สนธิโพธิ์ รอง สว.ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ
ได้ร่วมกันจับกุม นางสาวจุฑาภาส อังกาพย์ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงเชียงใหม่ ที่ 3/2561  ลงวันที่ 4 มกราคม  2561  โดยกล่าวหาว่า  “ฉ้อโกงทรัพย์  
 จับกุมได้ที่  ลานจอดรถอาคาร เดอะกั๊มคอนโด เลขที่ 567/397 ม.5 ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี 
                        พฤติการณ์กล่าวคือ ตามที่ได้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ได้รับความเสียหาย จากการถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวง ว่าเป็นโบรกเกอร์ ขายประกันภัย จึงได้มีการรวมตัวกัน เพื่อติดตามคนร้ายรายนี้ และ ได้มีการขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งทาง เทสโก้ โบรกเกอร์ และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็ได้รับเรื่องร้องเรียน จากผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ว่าได้รับความเดือดร้อน จากการถูกมิจฉาชีพ ฉ้อโกง โดยหลอกลวงให้ทำประกันภัยจนได้รับความเสียหาย คิดเป็นทุนประกันเกินกว่า 50 ล้านบาท และ คนร้ายได้กระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งต่อมาได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี แต่ยังไม่ยอมเลิกกระทำ กลับมาเปิดบริษัทใหม่ เพื่อกระทำความผิดอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้เพิ่มรูปแบบของการกระทำความผิด ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ยากต่อการสืบสวนติดตามจับกุม ทำให้เกิดผู้เสียหายไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งได้มีการรวมตัว เพื่อแจ้งเตือนในสื่อสังคมออนไลน์ หน่วยงานต่างๆ ร่วมทั้งขอความช่วยเหลือไปยังผู้สื่อข่าวหลายสำนักนั้น  ผบก.สส.บช.น.ได้ทราบเหตุดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น.  เร่งรัดจับกุมผู้ต้องหารายนี้ โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยับยั้ง ไม่ให้ก่อเหตุ และ บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหาย  ต่อมา กก.วิเคราะห์ข่าวฯจึงได้สืบสวน ติดตาม จับกุมผู้ต้องหาได้ จากนั้นจึงได้นำส่ง พงส.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พฤติการณ์ของผู้ต้องหา กล่าวคือ ผู้ต้องหารายนี้เคยทำงานเป็นตัวแทนขายประกันภัย จึงรู้ช่องทางในการติดต่อ ซื้อ-ขายประกันภัย รวมทั้งมีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า ดังนั้น ผู้ต้องหารายนี้จึงได้มีการไปเปิดบริษัทหลายบริษัท และ เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เพื่อให้น่าเชื่อถือว่าเป็นโบรกเกอร์ขายประกันภัย จริง ๆ เช่น บริษัท ที.ไอ.เอส ควอลิตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด , บจก.ไอ.ซี.มอเตอร์ เซลล์ เซอร์วิส  จากนั้นจะโทรไปหาลูกค้าที่เคยทำประกันภัย และกำลังหมดอายุ เพื่อให้ต่อประกันภัยกับตน โดยเสนอส่วนลด และ มอบสิ่งของเป็นกล้องถ่ายรูป หรือ โทรศัพท์ เพื่อจูงใจ ทำให้ผู้เสียหาย หลงเชื่อ และ อยากมาทำประกันภัยกับผู้ต้องหา ประกอบกับเห็นว่า เป็นการโอนเงินเข้าบริษัท จึงน่าเชื่อถือและ หลงเชื่อ จนมีการโอนเงินเข้าบัญชีที่ผู้ต้องหาอ้าง  ตกรายละ 10,000 – 25,000 บาท และ กระทำเช่นนี้เกือบแทบทุกวันมาตั้งแต่ปี 2558 ทำให้มีผู้เสียหายหลายร้อยราย และ มีมูลค่าความเสียหายคิดเป็นทุนประกันเกิน 50 ล้านบาท  ซึ่งเมื่อเงินเข้าบัญชีบริษัทดังกล่าวแล้ว ผู้ต้องหานี้จะถอนเงินสดผ่านบัญชีบริษัทดังกล่าว จากนั้นได้นำเงินไปใช้ โดยไม่ได้มีการทำประกันจริงแต่อย่างใด  จนกระทั่งผู้เสียหายได้มีการร่วมตัวเพื่อขอความช่วยเหลือไปยัง หน่วยงานต่างๆ และ สื่อหลายสำนัก จนกระทั่ง บก.สส.บช.น.ได้สืบสวน ติดตามผู้ต้องหานี้รายนี้ได้ เพื่อนำส่ง พงส.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป