pearleus

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม โดยนางสาวกฤติยา ทัศนภาพ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ นำข้าราชการเข้าร่วม โครงการชูธรรมนำชีวิตจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๘ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘) ณ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

วันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

🔔เวลา ๐๘.๐๐ น.🔔

🍃สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม โดยนางสาวกฤติยา ทัศนภาพ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ นำข้าราชการเข้าร่วม โครงการชูธรรมนำชีวิตจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๘ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘) ณ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

🔹โดยมี พระครูประภัศร์สมุทราจารย์ เจ้าคณะอำเภออัมพวา เจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์กุฎีทอง เป็นประธานสงฆ์ นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย การทำบุญตักบาตร การไหว้พระ การสวดมนต์ การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ การอาราธนาศีล การถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และการเจริญจิตตภาวนา

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำคณะผู้ศึกษาอบรมหลักสูตรข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระดับอำนวยการ (สศอ.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงานจังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อเวลา 14.15 น. ของวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วย ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นางฉัตรแก้ว เลิศไพฑูรย์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ว่าที่เรือตรี ดิเรก สุขสว่าง รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้บริหารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ศึกษาอบรมหลักสูตรข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระดับอำนวยการ (สศอ.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงานจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรับฟังบรรยายสรุปข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการทางการเมือง เศรษฐกิจ และการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของจังหวัดสมุทรสาคร

โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปข้อมูลทั่วไปของจังหวัดสมุทรสาคร ปลัดจังหวัด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรสาคร หัวหน้าสำนักงานจังหวัด แรงงานจังหวัด จัดหางานจังหวัด สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลฯ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันระหว่างจังหวัดสมุทรสาครและคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ที่ห้องประชุมพันท้ายนรสิงห์ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร

ด้านจัดหางานจังหวัดสมุทรสาครได้บรรยายสรุป ถึงข้อมูลสถิติจำนวนแรงงานต่างด้าวของจังหวัดสมุทรสาคร การบริหารจัดการงานแรงงานต่างด้าวจังหวัดสมุทรสาคร สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด บรรยายการคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างด้าวภาคการประมง, ปกครองจังหวัด บรรยายสรุปการขึ้นทะเบียนขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย, การตรวจสอบและปราบปรามแรงงานต่างด้าวการกระทำผิดกฎหมาย, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด บรรยายการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนแรงงานต่างด้าว และ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด บรรยายถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของแรงงานต่างด้าว

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ได้รับการศึกษาอบรมได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของจังหวัดสมุทรสาครที่เป็นการทำงานแบบบูรณาการแบบทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วม การจ้างงานแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจแรงงานต่างด้าวในภาคประมงและในสถานประกอบการ รวมไปถึงบุตรหลานของแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายจะได้เรียนเหมือนเด็กนักเรียนไทย ได้สิทธิประกันสังคมเหมือนคนไทย ได้ค่าแรงงานและสิทธิสวัสดิการต่างๆ ในโรงงานเหมือนคนไทย เป็นต้น อีกด้วย.....

เปิดพิรุธหมายจับย้อนหลัง-เงินล่อซื้อ 6 ล้าน! เมียผู้ต้องหาคดีไอซ์ร้องทนายกบ สามีอาจเป็นแพะ ถูกโยงเป็นตัวการเครือข่ายข้ามชาติ

จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 68 สำนักงาน ป.ป.ส. แถลงผลจับกุมนายปัญจกิตต์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ซึ่งถูกระบุว่ามีบทบาทสำคัญเป็นผู้สั่งการของเครือข่ายค้ายาเสพติดไอซ์ข้ามชาติ ลักลอบลำเลียงยาเสพติดส่งออกไปต่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นบ้านพักและร้านกัญชาในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถตรวจยึดทรัพย์สินหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท อีกทั้งยังพบการนำเงินไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำเพื่อการค้า และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน” ขณะเดียวกัน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหารายอื่นในเครือข่ายอีก 3 คนที่ยังหลบหนีอยู่

ล่าสุด เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 3 ก.ค. 68 ที่ สำนักงานกฎหมายทนายกบ บุญเกิด โดย “ทนายกบ ณธัชพงศ์ บุญเกิด” อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี น.ส.น้ำฝน อายุ 33 ปี ภรรยาของนายปัญจกิตต์ (สงวนนามสกุล) พร้อมด้วยบุตรสาววัย 1 ขวบ และหลักฐานเอกสารจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม โดยระบุว่าสามีของตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดดังกล่าว ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการจับกุมและออกหมายจับมีความผิดปกติหลายจุด ทั้งเรื่องการล่อซื้อ การเปลี่ยนถุงของกลาง และลำดับเวลาการออกหมายจับย้อนหลัง

น.ส.น้ำฝน เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงาน ป.ป.ส. แถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติดและสมคบกันฟอกเงิน เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 68 ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าสืบสวนขยายผลจนมีการออกหมายจับสามีตนเป็นผู้ต้องหาคนที่ 6 เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 68 พร้อมระบุว่าสามีเป็นผู้สั่งการเครือข่ายดังกล่าว แต่ความจริงสามีไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และไม่รู้จักผู้ต้องหาอีก 4 คนที่ตำรวจจับกุม เพียงแต่รู้จัก น.ส.หญิง (นามสมมุติ) ซึ่งเป็น 1 ในผู้ต้องหาเท่านั้น

โดยเมื่อช่วงต้นปี 67 สามีเปิดร้านขายกัญชาอย่างถูกกฎหมาย และทำธุรกิจส่งออกทางเรือ จึงรู้จัก น.ส.หญิง ซึ่งทำธุรกิจส่งออกเช่นกัน ทั้งสองทำธุรกิจร่วมกันระยะหนึ่งก่อนเลิกติดต่อกันไป ต่อมาปลายปี 67 ประมาณวันที่ 19 ธ.ค. น.ส.หญิง ติดต่อสามีเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องธุรกิจกัญชา และนัดพบกันโดยไม่ได้แจ้งว่าจะพา น.ส.กานต์ (นามสมมุติ) ซึ่งทำโรงเรือนกัญชามาด้วย การพูดคุยเป็นเรื่องธุรกิจปกติ จนวันที่ 17 ม.ค. 68 ทราบข่าวว่าน.ส.หญิงถูกจับคดียาเสพติด น.ส.หญิงให้สามีของตนหาทนายความให้ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก

ก่อนถูกจับ น.ส.หญิง โทรปรึกษาสามีขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นโกดังโดยไม่มีหมายค้น แต่แสดงบัตร ป.ป.ส. สามีซึ่งไม่รู้ข้อกฎหมาย จึงแนะนำให้ถามหาหมายค้น เพราะเกรงว่าจะมีผู้แอบอ้าง หลังจากนั้น น.ส.หญิงถูกจับกุม และติดต่อสามีอีกครั้งเพื่อขอให้ช่วยหาทนายให้ ตนจึงมองว่าสามีตกเป็นเป้าในการขยายผลเพราะมีประวัติการติดต่อกัน

วันที่ 27 ก.พ. 68 เวลาประมาณ 13.30 น. ตนตั้งครรภ์อยู่บนบ้าน สามีอยู่ชั้นล่าง มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. กว่า 30 นาย บุกแสดงหมายจับข้อหาเดียวกับผู้ต้องหาอีก 5 คน พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าชาร์จสามีถึงบ้าน และตรวจค้นพร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินของตน เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม ตุ๊กตาอาร์ตทอย ส่วนรถหรูเป็นของเพื่อนที่ให้ยืมใช้ระหว่างตั้งครรภ์ และยึดทรัพย์สินเป็นนาฬิกามียี่ห้อราคาหลายบาท เพิ่มเติมจำนวนหลายเรือน จากนั้นไปตรวจร้านกัญชา แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวสามีไปดำเนินคดี

ตนเชื่อว่าสามีไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่รู้จักกับขบวนการค้ายา ไม่ทราบที่ตั้งโกดัง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางยาเสพติด ตนจึงไปคัดสำนวนจากศาลอาญา เพื่อตรวจสอบ และพบพิรุธหลายอย่าง เช่น การล่อซื้อโดยอ้างมีสายลับ การเปลี่ยนของกลาง การสอบปากคำพยาน และกระบวนการออกหมายจับ

จากการตรวจสอบพบว่า วันที่ 8 ม.ค. 68 น.ส.หญิง นำกัญชาใส่ถุงกระดาษแบรนด์กาแฟชื่อดังมาวางที่ร้านสามี โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และสามีปฏิเสธไม่รับซื้อต่อ พร้อมเรียกไรเดอร์มารับของกลับ แต่ต่อมาทราบจากสำนวนว่าไรเดอร์นำของไปส่งบ้าน น.ส.กานต์ ซึ่งเป็นเพื่อนของ น.ส.หญิง แล้วเรียกไรเดอร์อีกรอบไปรับของจากบ้าน น.ส.กานต์ ส่งกลับบ้าน น.ส.หญิง และเรียกไรเดอร์รอบสุดท้ายไปส่งของที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งผู้รับเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ที่อ้างว่าล่อซื้อ แต่ของกลางที่ส่งให้ตำรวจเป็นถุงสีแดง บรรจุไอซ์ 16.7 กรัม ไม่ใช่ถุงกาแฟเดิม

ตนมองว่าสามีถูกโยง อาจเป็นแพะในคดีนี้ เพราะเจ้าหน้าที่สอบปากคำไรเดอร์แค่คนแรก ส่วนไรเดอร์อีกคนไม่ถูกเรียกสอบ อ้างว่าหูหนวก ทั้งที่เป็นผู้ส่งของให้ตำรวจ ตนและครอบครัวได้รับผลกระทบหนัก สามีถูกจำคุก สูญเสียรายได้ ร้านกัญชาถูกสังคมมองเป็นเอเย่นต์ค้ายา ตนจึงมาร้องเรียนทนายกบให้ช่วยเหลือ หลังร้องเรียนหลายหน่วยงานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า

ด้านทนายกบ กล่าวว่า คดีนี้มีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งการออกหมายจับย้อนหลังของผู้ต้องหา 5 ราย แก๊งคดียาเสพติด ทั้งที่ได้จับกุมตัวไปก่อนแล้ว การเปลี่ยนของกลางของผู้ต้องหาที่ 6 ที่ภรรยามาร้องเรียน และการล่อซื้อที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะเงินล่อซื้อจำนวน 6,000,000 บาท ที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อ้างว่าใช้ในวันที่ 17 มกราคม 2568 สำหรับล่อซื้อ แต่เงินจำนวนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คให้แก่สำนักงาน ป.ป.ส. วันที่ 20 มกราคม 2568 หลังเกิดเหตุ แล้วเงินล่อซื้อหายไปไหนเมื่อจับกุมได้แล้ว ทำไมต้องอ้างว่ามีการล่อซื้อ ทั้งที่ขณะจับกุมเงินล่อซื้อยังไม่ได้เบิกมา และจากการที่จับจำเลยทั้ง 5 ได้แล้วในวันที่ 17 มกราคม 2568 แต่กลับไปขอแสดงพยานหลักฐานต่อศาลว่ายังจับจำเลยทั้ง 5 ไม่ได้ เพื่อแสดงข้อความเท็จ พยานหลักฐานไม่ตรงความจริงต่อศาลเพื่อให้ศาลเชื่อ และแก้หมายจับจำเลยทั้งหมดในคดีย้อนหลังเป็นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อนำไปยื่นคำร้องให้เลขาธิการ ป.ป.ส. อนุมัติตั้งข้อหา/แจ้งข้อหาสมคบกัน ซึ่งมีโทษหนัก และดูรุนแรงขึ้น มีการกระทำเป็นกระบวนการจริง เป็นเครือข่าย เป็นการง่ายต่อเลขาธิการ ป.ป.ส. หลงเชื่อเพราะเหตุหมายจับที่ศาลออกให้ไม่ตรงความจริง จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการนำเรื่องไปขออนุมัติหมายจับย้อนหลังจริง และนำเงินล่อซื้อไปใช้โดยผิดวัตถุประสงค์ก็เป็นได้ เพื่อเชื่อมโยงข้อหาสมคบฟอกเงินกับนายปอ โดยไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

ทั้งนี้ ทนายกบ เตรียมรวบรวมหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา และคณะกรรมการตุลาการ เพื่อขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พนักงานสอบสวน รวมถึงความเป็นธรรมในการตั้งข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 127 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติด และข้อหาฟอกเงิน และการเชื่อมโยงคดียาเสพติดข้ามชาติ เพื่อให้ศาลรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ว่าความจริงแล้วมีขบวนการเสนอพยานหลักฐานให้ศาลหลงเชื่อ แล้วออกหมายจับให้แก่เจ้าหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อใช้สำหรับตั้งข้อหาและแจ้งข้อกล่าวหาเกินจริง ทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีอาญา และวิธีพิจารณายาเสพติด ทำให้ประชาชนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่บิดเบือนไม่ทำตามกฎหมายและความเป็นจริง

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

นายอำเภอกระทุ่มแบนสนองนโยบาย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เน้นย้ำ 8 เรื่องสำคัญ

เมื่อเวลา 03.30 น.ของวันที่ 3 ก.ค. 2568 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบนสนองนโยบาย

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เน้นย้ำ 8 เรื่องสำคัญ

ตามที่ฝ่ายปกครองอำเภอกระทุ่มแบน ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว (สายลับ) และข้อร้องเรียนว่า มีการลักลอบมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติด บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลหนองนกไข่ อำเภอกระทุ่มแบน

จึงได้มอบหมาย ฝ่ายปกครองอำเภอกระทุ่มแบน พร้อมด้วย กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลหนองนกไข่ เจ้าหน้าที่ ชรบ. และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติการตามพื้นที่เป้าหมายฯ ผลการตรวจพบผู้กระทำความผิด จำนวน 6 ราย แบ่งเป็น

(1) ผู้ครอบครองยาเสพติดยาบ้าจำนวน 89 เม็ดจำนวน 2 ราย

(2) ผู้ครอบครองยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 1 เม็ด จำนวน 1 ราย

เจ้าพนักงานชุดจับกุมได้จัดทำทะเบียนประวัติแบบ ปยส.115ผู้เสพ จำนวน 3 ราย

ได้การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายในเบื้องต้นให้ผู้ถูกจับทราบ พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานและของกลางนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เทศบาลนครปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรีประชุมเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ประจำปี 2568


เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 9 สำนักงานเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ดเป็นประธานประชุมเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ประจำปี 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชน โดยเทศบาลนครปากเกร็ด กำหนดจัดงานตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ระหว่างวันที่ 7 - 8 ตุลาคม 2568 สำหรับประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือนนทบุรีนี้ ได้บรรจุในปฏิทินการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวช่วงวันออกพรรษาของทุกปีด้วย

“คุ้มนะหน้าทอง” ร่วมกับ “มูลนิธิสุบินนิมิต” จัดบุญใหญ่มอบแสงแห่งธรรม ถวายเทียนพรรษามหามงคล ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 68 ที่วัดเพรางาย ม.6 ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ”คุ้มนะหน้าทอง“ ร่วมกับ “มูลนิธิสุบินนิมิต” จัดบุญใหญ่แห่ขบวนเทียนพรรษามหามงคล จำนวน 3 เล่ม พร้อมถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ จำนวน 20 รูป เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2568 โดยมี อาจารย์สุบิน​ นะหน้าทอง​ , แม่ครูฟ้าใส นฤมล คาแพงน้อย พร้อมคณะอาจารย์ และศิษยานุศิษย์ ได้ทำบุญร่วมกัน

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่กับคนไทยสืบต่อไป

โดยอาจารย์สุบิน​ นะหน้าทอง กล่าวว่า วันนี้คุ้มนะหน้าทองและมูลนิธิสุบินนิมิตได้มีการจัดกิจกรรมแห่ขบวนเทียนพรรษามหามงคล สืบสานประเพณีวัฒนธรรมของคนไทย เนื่องในช่วงใกล้เทศกาลวันเข้าพรรษา วันที่ 11 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เราได้นำเทียนพรรษามาถวายที่วัดเพรางาย จำนวน 3 เล่ม และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ซึ่งเราได้ร่วมกันจัดกิจกรรมทำบุญแบบนี้ทุกปี เริ่มต้นด้วยการเชิญชวนศิษยานุศิษย์ร่วมหล่อเทียน ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ และนำเทียนที่หล่อแล้วจัดขบวนแห่สวยงามมาถวายที่วัดก่อนวันเข้าพรรษานี้

แม่ครูฟ้าใส นฤมล คาแพงน้อย กล่าวว่า ฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนที่อยู่ในละแวกไทรน้อย จ.นนทบุรี หรือท่านที่เดินทางผ่านไป-มา มีจิตศรัทธาอยากร่วมทำบุญ หรือเยี่ยมชมอุทยานสี่หูห้าตาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลอดถ้ำพญานาคคู่ปัดเคราะห์ เสริมดวง ขอเชิญชวนมาที่ คุ้มนะหน้าทอง และ มูลนิธิสุบินนิมิต เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00-18:00 น. เข้าเยี่ยมชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย