pearleus

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กระทุ่มแบนรวบผู้หาปล่อยกู้นอกระบบ


6 ส.ค.61 เวลา 09.30 น.ภายใต้การอำนวยการของนายประภัสสร์  มาลากาญจน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายวุฒิพงษ์  สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบนในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ได้วางแผนร่วมกันระหว่างทหารค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน
           ด้วยศูนย์ดำรงธรรมอำเภอกระทุ่มแบนได้รับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ จากประชาชน ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ โดยแจ้งว่านางสา (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) เป็นผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ และมีนายตู่ (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) เป็นผู้เก็บเงินดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 บาท ต่อเดือน
          จึงได้ร่วมกันวางแผน และประสานทหารค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน สมาชิก อส. และตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน โดยมีนายจตุนันท์ จอมทัน ปลัดอำเภอ นายศุภโชค โชคสาคร จนท.ศูนย์ดำรงธรรม สมาชิก อส. ร้อยโทน้ำมนต์ เหมาะสิงห์ หน.ชป.ยก.มว.รส.จว.สต.(ส.1) พ.ต.ต.ศุกลฐวิญญ์ พรสิริวัฒก์ สว.สส.  ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิ สว.กก.สส. พ.ต.ต.อภิสิทธิ์ ศักดิ์ชัยยันต์ ช่วยราชการ กก.สส.ภ.จว.สค. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง บริเวณบ้านเลขที่ 5/27 ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ้งเป็นบ้านที่ได้รับแจ้งว่าเป็นบ้านพักของนางสา ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ เมื่อเดินทางไปถึงพบน.ส.สมชา เทศนอก (ทราบชื่อภายหลังจับกุม) อยู่บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ สัญญาเงินกู้จำนวน 65 ฉบับ โดยระบุชื่อผู้กู้และยอดเงินกู้ ยอดเงินตามสัญญารวม 1,009,000 บาท สมุดบัญชีรายรับ - รายจ่าย การกู้ยืมเงิน จำนวน 38 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารจำนวน 3 เล่ม และเงินสดจำนวน 5,300 บาท ซึ่งน.ส.สมชาฯ ยอมรับว่าตนเป็นผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ และเก็บดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดจริง และจะให้นายตู่ หรือนายสมภพ สุวิชาพาณิชย์ (ทราบชื่อภายหลังจับกุม) เป็นผู้ทวงเงินจากลูกหรือและเก็บดอกเบี้ย ซึ่งขณะตรวจค้นนายสมภพฯ ไม่ได้อยู่บ้านหลังดังกล่าว จึงได้ให้น.ส.สมชาฯ โทรศัพท์ หานายสมภพฯ เข้ามาหาที่บ้านเพื่อนำดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บมาได้มาให้ตน เมื่อนายสมภพฯ นำดอกเบี้ยเงินกู้มาให้นางสมชาฯ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม โดยนายสมชาฯรับสารภาพว่าตนมีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยเงินกู้จริง ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า ร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  ส่ง สภ.กระทุ่มแบน เพื่อดำเนินคดีต่อไป






นอภ.กระทุ่มแบนร่วมประชุมสภาทต.ดอนไก่ดี


6 ส.ค.61 เวลา 13.30 น.นายวุฒิพงษ์  สุภัควนิช  นายอำเภอกระทุ่มแบน เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยกับนายวิชัย แตงเอี่ยม นายก ทต. ผู้บริหารเทศบาลตำบลดอนไก่ดี ประธานสภา และสมาชิกสภาเทศบาลตำบลดอนไก่ดี ในโอกาสเปิดสมัยประชุม สมัยสามัญ สามัญที่ 3 ครั้งที่ 1/2561 ณ ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลดอนไก่ดี (อุดรเบญจรงค์) และได้มอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้แทน บริษัทกลัฟเท็กซ์ จำกัด ซึ่งได้มอบชุดโต๊ะเรียนพร้อมม้านั่ง  จำนวน 25 ชุด ให้แก่เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดอน และผู้แทนจากพระคาดินัลไมเคิล มีชัย กิจบุญชู ได้มอบพัดลม แบบติดผนัง ชนิด 6 ใบพัด ยี่ห้อมิตซูบิชิ จำนวน 33 ตัวให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แห่งใหม่




วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กระทุ่มแบนจัดกิจกรรม “ปั่นเปลี่ยนชีวิต เพื่อผู้ป่วยติดเตียง”


5 ส.ค.61 เวลา 08.00 น. นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอกระทุ่มแบน พร้อม นพ.โชคชัย ลีโทชวลิต ผอ.รพ.กระทุ่มแบน และประธานชมรมปั่นจักรยานจังหวัดสมุทรสาคร ประธานชมรม V-Cycling กระทุ่มแบน นักปั่นทุกชมรม นักปั่นอิสระ ทีมหมอครอบครัว ประชาชนต่างๆ ที่ได้มาร่วมงาน ปั่นเปลี่ยนชีวิต เพื่อผู้ป่วยติดเตียง เพื่อร่วมกันบริจาคเงินจัดซื้อรถเข็น และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ให้กับศูนย์กายอุปกรณ์อำเภอกระทุ่ม เพื่อนำไปให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้ คนกระทุ่มแบนไม่ทอดทิ้งใคร ซึ่งได้มีการปั่นไปตามเส้นทางต่างๆ และได้มีการถวายเทียน ณวัดป่าชัยรังสี และวัดท่าเสา รวมระยะทาง ประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งยอดทำบุญบริจาค จำนวนเงินทั้งสิ้น 122,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นสองพันบาทถ้วน)






กองทุนอนุรักษ์พลังงานฯหนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เลี้ยงปูไข่ นำสื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านปลา-ธนาคารปู จ.จันทบุรี..ชวนผู้สนใจทำโครงการของบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3- 4 ส.ค.61 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นำสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลการดำเนินงานส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อช่วยเหลือชุมชน 2  โครงการ ที่แรกที่ศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ้านปลา - ธนาคารปู ต.บางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี โดยมีนางดวงสุดา จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ,นายสมชาย ลินจง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสระเก้า ,ผู้ใหญ่บ้าน นายสถิตย์ แสนเสนาะ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ 


โดยสนพ.ได้มอบระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้เป็นไฟฟ้าสำรอง เมื่อเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ เพื่อให้ปูม้าหลายแสนตัวที่อนุบาลไว้ไม่ให้ขาดออกซิเจน เพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล และเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในแนววิถีอนุรักษ์ ธรรมชาติ และสร้างอาชีพให้กับประมงพื้นบ้าน ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซล่าเซล ช่วยเหลือชุมชนในการใช้พลังงานทดแทนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานไฟฟ้า แก้ปัญหากระแสไฟฟ้าดับ ลดค่าใช้จ่าย โดยชุดผลิตไฟฟ้าเซลแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลจะเป็นพลังงานในการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดปั้มเติมอากาศและปั้มสูบน้ำในการอนุบาลพันธุ์ปู ของธนาคารปู

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ ให้ปูม้าที่ได้ฟักสามารถมีชีวิตรอดและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเป็นอาหารโปรตีนของมนุษย์ ก่อนที่ชาวประมงพื้นบ้านจะจับไปขาย หรือจำหน่ายเพื่อบริโภค สร้างรายได้แก่ชาวบ้านในชุมชนต่อไปในอนาคต และผลการดำเนินงานหลังติดตั้งระบบทดแทนพลังงานประสบความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

แหล่งที่สอง เป็น “ธนาคารปูไข่”(ปูม้า)ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล มรดกทางอาชีพของชาวเลในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โดยดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่าชุมชนจันทบุรีและตราดที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลมักจะประกอบอาชีพการประมงเป็นหลักซึ่งเป็นพื้นที่ 3 น้ำ ทำให้มีกุ้ง หอย ปู ปลาที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ปูไข่เป็นที่นิยมบริโภคมาก อาจเกิดภาวะขาดแคลนพันธุ์ปู ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินโครงการธนาคารปูไข่ (ปูม้า) เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนพันธุ์ปูและเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ปูไปพร้อมๆกัน

สำหรับธนาคารปูไข่ เปรียบเสมือนโรงพยาบาลรับฝากท้องของบรรดาแม่ปูทั้งหลาย จึงมีการทำกติการ่วมกันว่า เมื่อชาวประมงจับปูไข่ได้ โดยเฉพาะปูไข่นอกกระดองที่สามารถผลิตลูกได้เป็นล้านตัว ให้นำมาฝากธนาคารปูไว้เมื่อแม่ปูฟักไข่เป็นลูกปูเล็กๆแล้ว  ก็จะนำไปปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ เพื่อกลายเป็นแหล่งอาหารต่อไปแต่การดำเนินงานยังประสบปัญหาอัตราการรอดชีวิตของลูกปู เนื่องจากในบางครั้งเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับจะทำให้ระบบออกชิเจนหยุดการทำงานส่งผลให้ลูกปูที่กำลังอนุบาลตายลง หากมีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นต้นแบบพลังงานทดแทนและใช้เป็นไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับระบบต่างๆก็ยังทำงานได้ปกติเพิ่มโอกาสให้ลูกปูหลายแสนตัวรอดชีวิตได้

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจึงได้ให้การสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(ธนาคารปูไข่)ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่จ.จันทบุรี เป็นโครงการภายใต้โครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงานปี 2560 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนติดตั้งระบบเติมอากาศบ่ออนุบาลปูด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยรูปแบบของธนาคารปูไข่เป็นการอนุรักษ์และเพิ่มทรัพยากรปู โดยดำเนินการจัดหาและติดตั้งระบบเติมอากาศด้วยพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ขนาด 1,500 วัตต์ ภายในบ่ออนุบาลปูม้าไข่ รวมทั้งใช้กับอุปกรณ์อื่นๆจำนวน4ระบบเพื่ออนุรักษ์และเพิ่มประชากรปูไข่

นอกจากนี้จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างเหมาะสมจากการประเมินผลพบว่า ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้กว่า 29,500 บาทต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนตามนโยบายกระทรวงพลังงาน ไม่น้อยกว่า 0.67 toe/ปี หรือคิดเป็นคิดเป็น 7,800 หน่วย/ปีจากบ่ออนุบาลจะช่วยเติมเต็มชีวิตสัตว์ท้องทะเลในปริมาณเพิ่มขึ้น
ชาวประมงชายฝั่งจึงได้รับประโยชน์จากการจับไปขายสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้รัฐบาลโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีความพร้อมที่จะช่วยส่งเสริม “ธนาคารปูไข่” ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งในอีก 3ปีนี้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมีความตั้งใจช่วยสนับสนุนการจัดตั้งส่งเสริมธนาคารปูไข่ (ปูม้า) อีกกว่า 100 จุดต่อปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ประชาชนที่มาทำธนาคารปูไข่มักจะเป็นจิตอาสาที่ทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆโดยรัฐบาลจะพร้อมช่วยเหลือในการลดค่าไฟฟ้าเพราะกิจกรรมนี้ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก โดยสังเกตุจากเวลาที่ปูวางไข่แล้วเขี่ยไข่ออกจะต้องได้รับออกซิเจนตลอดระยะเวลา 7 วันที่แม่ปูพักฟื้น อีกทั้งธนาคารปูไข่หลายแห่งก็อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือตั้งอยู่ในพื้นที่ปลายสาย ที่มักมีไฟตกไฟดับบ่อย

หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่พลังงานจังหวัดในทุกจังหวัด ในการยื่นข้อเสนอโครงการที่จะขอรับการสนับสนุนปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ได้ตั้งแต่วันนี้ - 10 สิงหาคม 2561 (เวลา 16.30 น.)

***********************************************

ครั้งแรกในประเทศไทยกับงานมหกรรมทางสังคม"เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ : หยุดการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ณ Hall 5 - 8 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรม Thailand Social Expo 2018 โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน
โดยการจัดงานดังกล่าวเป็นการแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลและงานมหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ด้านสังคมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม กว่า 90 องค์กร/หน่วยงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้มีการเสวนา ประเด็นที่น่าสนใจของสังคมในปัจจุบัน หัวข้อ “เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หยุดการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ” ซึ่งมีวิทยากรผู้มีความรู้ความสามารถ มาถ่ายทอดสร้างความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ ประกอบด้วย 1. ดร.จุรี  วิจิตรวาทการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสตรี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ถ่ายทอดในมุมมองของนักวิชาการ 2. นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ถ่ายทอดในมุมมองและความมุ่งมั่นตั้งใจขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวในฐานะผู้แทนภาครัฐ 3. คุณสิรินยา บิชอป (ซินดี้) ผู้ก่อตั้งการรณรงค์ Don’t Tell Me How to Dress ) ซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเองในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายธนชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พอช.) โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจจากมุมมองของแต่ละท่านที่สังคมต้องร่วมมือร่วมใจกันปกป้อง คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิของตนเองและผู้อื่นด้วย ดังนี้
       
ดร.จุรี  วิจิตรวาทการ กล่าวว่า เรื่องสิทธิมนุษยชน และ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน มีเสรีภาพ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ให้ถูกดูหมิ่น ดูแคลน ถูกรังแก ถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกกระทำความรุนแรงที่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้ง ความรุนแรงทางคำพูด ตลอดจนการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ซึ่งเป็นความรุนแรงต่อบุคคลทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องพึงระลึกว่า เราทุกคน ไม่มีสิทธิที่จะกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบกับเพื่อนมนุษย์ทุกคน เราจึงต้องสร้างความรับรู้ สร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับ และให้เริ่มจากตัวเรา ด้วยจากการดูแลสมาชิกในครอบครัวของตนเอง และไม่กระทำความรุนแรงกับใครไม่ว่าจะทางกาย ทางใจ และทางคำพูดก็ตาม

     
นายเลิศปัญญา กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ได้มีการดำเนินงานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสตรี และขจัดความรุนแรงต่อสตรี ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่ประเทศไทยรับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW ทำให้รัฐบาลต้องมีการออกมาตรการต่างๆ รวมทั้งแก้กฎหมายต่างๆ ในการสร้างความเท่าเทียม สร้างความเป็นธรรมและขจัดการเลือกปฏิบัติด้วย โดยรัฐบาลได้ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 โดย สค. มีกลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการระดับชาติ  (คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ) และยังมีคณะอนุกรรมการในระดับจังหวัด (คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัว) ด้วยเช่นกัน

พร้อมกันนี้ ก็ยังมีศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ทุกจังหวัด และศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.)  ที่เป็นกลไกระดับพื้นที่ในการร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติและขจัดความรุนแรงในครอบครัว อีกทั้ง ยังมีภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมมือกัน ช่วยกันในการรณรงค์และผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในสังคมในการยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย
   
นายเลิศปัญญา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สค. ได้มีการรณรงค์ให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว โดยให้ความรู้ ส่งเสริมให้ครอบครัวมีเวลาว่างในการทำกิจกรรม สร้างความอบอุ่นในครอบครัวร่วมกัน ซึ่ง ข้อมูลการกระทำความรุนแรง  พบว่า 70% เป็นความรุนแรงในครอบครัว โดยผู้หญิงและเด็กหญิง เป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุด และผู้กระทำมักเป็นสามีหรือบิดา ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรง คือ สุราและยาเสพติด นอกจากนี้ ความรุนแรงในสังคมทั่วไป ยังเริ่มต้นมาจากปัญหาของครอบครัวด้วย ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาในครอบครัว ก็จะลุกลามมาสู่ปัญหาสังคมได้เช่นกัน ดังนั้น การสร้างการรับรู้ของคนในสังคมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ความคิดที่ว่า “การทำร้ายร่างกายคนอื่นเป็นเรื่องปกติ” เป็นสิ่งที่ผิด และต้องปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก โดยการให้ความรู้ในเรื่องกฎหมาย เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การให้เกียรติบุคคลอื่น จึงควรต้องปลูกฝังให้เด็กอย่างเข้มข้น
     
“การขจัดการเลือกปฏิบัติ และการขจัดความรุนแรง จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อให้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งความรุนแรงในสังคมลดลง” นายเลิศปัญญา กล่าวในตอนท้าย
       


ทางด้านคุณสิรินยา บิชอป (ซินดี้) กล่าวว่า ปัญหาและสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม คือ ทัศนคติที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ ซึ่งความคิดนี้ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย แต่ยังเป็นความคิดที่หลายๆ ประเทศก็มีเช่นกัน ที่ว่า ผู้หญิงเป็นทรัพย์สิน ผู้ชายสามารถทำอะไรก็ได้ต่อผู้หญิงคนนั้น “แคมเปญอย่ามาบอกว่าให้ฉันแต่งตัวแบบไหน” Don’t Tell me how to dress เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงที่ตัวซินดี้เองถูกกระทำ คือ การถูกล่วงละเมิดในวันสงกรานต์ ทั้งที่ไม่ได้แต่งกายวาบหวิว แต่ก็ยังโดนกระทำ ทำให้คุณซินดี้ตัดสินใจกล้าที่จะก้าวออกมาพูดในประเด็นนี้และเกิดเป็นแคมเปญดังกล่าว
         
คุณสิรินยา บิชอป (ซินดี้) กล่าวต่ออีกว่า ทัศนคติของสังคมที่มองว่า ผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง เนื่องมาจากการแต่งตัวของผู้หญิงและการที่ผู้หญิงคนนั้นพาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงแบบนั้นเอง ซึ่งคุณซินดี้มองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิทธิของบุคคล/ของผู้หญิงคนนั้น ที่เค้ามีสิทธิที่จะแต่งตัวแบบนั้น และมีสิทธิที่จะไปได้ในทุกที่ คนทุกคนไม่มีสิทธิที่จะไปกระทำหรือล่วงละเมิดบุคคลอื่นทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สังคมกลับมองว่าเป็นความผิดของผู้หญิง แต่ไม่มีมุมมองอื่นๆ หรือมองว่าเป็นความผิดของผู้กระทำ และเรียกผู้กระทำมาตักเตือนเลย จึงทำให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่จะต้องคอยระวังตัวเองตลอดเวลา ทังนี้ ยังมีผลศึกษาของ UN ที่แสดงให้เห็นว่าสังคมจะไม่มีการลงโทษผู้ชายหากผู้ชายกระทำผิด จึงทำให้เกิดการกระทำซ้ำ เพราะถึงอย่างไร ก็ไม่มีความผิด จากมายาคติในสังคมที่ว่า ผู้หญิงถูกข่มขืนเพราะการแต่งกายของผู้หญิง และการข่มขืนจะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นนอกบ้านและจากคนที่ไม่รู้จัก แต่จริงๆ แล้วนั้น มีสถิติ 90% ของการข่มขืน คือ เกิดขึ้นในบ้าน และเกิดจากคนรู้จัก แต่เนื่องจากผู้ถูกกระทำไม่กล้าที่จะออกมาพูดหรือเปิดเผยเนื่องจากเป็นคนรู้จักนั่นเอง

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การที่เราต้องมีความคิดว่า “เราไม่มีสิทธิที่จะไปทำร้ายผู้อื่น” และ “เราต้องไม่กระทำต่อผู้อื่น” โดยเราต้องให้เกียติซึ่งกันและกัน และ ห้ามไปจับต้องร่างกายบุคคลอื่นหากเขาไม่ยินยอม “ฝากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานในเรื่องดังกล่าว โดยต้องรับฟังข้อมูลจากผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามว่า แต่งตัวยังไง และไปอยู่ในสถานการณ์นั้นทำไมหรืออย่างไร และต้องไม่ดูที่หลักฐานแค่ภายนอกเท่านั้น เนื่องจากหลายๆ การกระทำ ไม่มีหลักฐานที่ปรากฎชัดเจนได้ รวมทั้ง ต้องการให้มีการลงโทษผู้กระทำความรุนแรงหรือกระทำผิดด้วย ไม่ใช่จบลงแค่การไกล่เกลี่ย ยอมความ ซึ่งจะทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง” คุณสิรินยา บิชอป (ซินดี้) กล่าวในตอนท้าย
*******
___________________

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บิ๊กซ้งมหาชัยก้าวไกล เปิดตัวสาขาใหม่ ย่านพระราม 2 พร้อมจัดประกวดร้องเพลงและการแสดง


            บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์ มหาชัย ร้านค้าปลีกและส่งชื่อดังของจ.สมุทรสาคร กิจการก้าวไกล
เฉลิมฉลองเปิดสาขาใหม่แห่งที่ 4 บริเวณถนนพระราม 2 ขาเข้า กม. 29 โดยจัดกิจกรรมประกวดร้อง เพลงและการแสดงสำหรับนักเรียนในจ.สมุทรสาครระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2 ก.ย. 2561 โดยจะจัดในวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
            ทั้งนี้การประกวดร้องเพลง จะเป็นการร้องคาราโอเกะ เพลงลูกทุ่ง ชิงทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา ชิงเงินทุนการศึกษา 4000  3000  2000  1000 บาทตามลำดับ
            ส่วนกิจการแสดงจะเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวก็ได้ โดยเนื้อหาต้องสื่อความหมายของดีเมืองสมุทรสาคร  ชิงเงินทุนการศึกษา 4000  3000  2000  1000 บาท เช่นกัน
            สามารถส่งใบสมัครพร้อมชื่อเพลงหรือการแสดงมาที่ ID : 0816689398 ภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณฝน 0816689398
            สำหรับ สาขาที่เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่
 1.บริษัท บิ๊กซ้งซุปเปอร์สโตร์ จำกัด (สาขามหาชัย)
927/86 ถ.เศรษฐกิจ1 ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
เบอร์โทร 034-423114-5  FAX 034-411 851



2.บริษัท บิ๊กซ้งซุปเปอร์สโตร์ จำกัด (สาขาบ้านแพ้ว)
99/9 หมู่11 ถ.บ้านแพ้ว-พระประโทน
ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 74120
TEL& FAX 034-881139

3.บริษัท บิ๊กซ้งซุปเปอร์สโตร์ จำกัด (สาขาเอกชัย)
13/6 หมู่ที่ 2  ต.คอกกระบือ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร 74000
เบอร์โทร 034-494477   FAX 034-494478 มือถือ 086 3388 389