pearleus

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

เริ่มแล้วงานเกษตรบ้านแพ้ว - ปิดทองหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ 4 – 12 มี.ค. นี้








เริ่มแล้วงานเกษตรของดีอำเภอบ้านแพ้วและ งานปิดทองหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ ราษฏร์สโมสร 2561 ระหว่างวันที่ 4 – 12 มีนาคม 2561
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  เป็นประธานเปิดงานงานเกษตรของดีอำเภอบ้านแพ้วและ งานปิดทองหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ ราษฏร์สโมสร 2561 ที่บริเวณวัดหลักสี่ ราษฏร์สโมสร ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 มีนาคม 2561  โดยมี นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาครหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากเข้าร่วมงาน
ทั้งนี้ นายเอกวิทย์ มีเพียร นายอำเภอบ้านแพ้ว ได้กล่าวรายงานว่า ปัจจุบัน อ.บ้านแพ้ว มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่ม มีลำคลองน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก โดยมีคลองดำเนินสะดวกเป็นสายน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตรกรรม สมกับคำว่า ลานเกษตร เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นแหล่งผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของสมุทรสาครและประเทศ
            อ.บ้านแพ้วมีผลผลิตทางการเกษตรหลายอย่าง อาทิ มะพร้าวน้ำหอม องุ่น ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วง มะนาย ลำไย กล้วยไม้ และการทำน้ำตาลจากมะพร้าว นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลาสลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
            ฉะนั้นเพื่อเป็นการเผยแผ่ชื่อเสียงของอ.บ้านแพ้ว และเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของอำเภอให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป ส่วนราชการและภาคเอกชน จึงได้พร้อมใจกันจัดงานเกษตรและของดีอ.บ้านแพ้วขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 มีนาคม 2561  ณ บริเวณวัดหลักสี่ราษฏร์สโมสรร่วมกับงานประจำปีปิดทองหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร
ในขณะที่นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า  อ.บ้านแพ้ว ถือเป็นแหล่งผลิตผลไม้ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย สามารถส่งผลิตออกสู่ท้องตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก เกษตรกรมีความขยันหมั่นเพียร มีความริเริ่มสร้างสรรค์ มีภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมา สามารถปรับปรุงผลผลิตต่าง  ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับและเชื่อถืออย่างกว้างขวาง  
            การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของอ.บ้านแพ้ว และจังหวัดสมุทรสาคร ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายของประชาชนทั่วไป อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียง ความสามัคคี ร่วมแรงรวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป

โดยพิธีเปิดงานมีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2561  เวลา  05.29 น. โดยแบ่งเป็น 2 ภาค ภาคเช้าเวลา เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กรรมการ มหาเถระสมาคม เป็นประธานเปิดงานปิดทองหลวงพ่อโต ที่วิหารหลวงพ่อโตฯ  จากนั้น  เวลา 08.09 น. เป็นขบวนแห่เรือหลวงพ่อโตทางน้ำ พร้อมขบวนเรือผลผลิตทางการเกษตรจาก 12 ตำบล ชมการประกวดกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ และนิทรรศการงานเกษตรสินค้าโอทอป เพื่อโชว์ศักยภาพความสามารถของเกษตรกรชาว อ.บ้านแพ้ว ให้ประจักษ์แก่คนทั่วไป
ต่อมาในภาคเย็น เวลา 16.00 น.นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  เป็นประธานเปิดงานเกษตร อำเภอบ้านแพ้ว  ณ วัดหลักสี่ ซึ่งภายในงานจัดให้มีการประกวดผลไม้  พันธุ์ต่างๆถึง 12 ประเภท  และ กล้วยพันธุ์ต่างๆ ถึง 7 ประเภท ชมนิทรรศการทางการเกษตร และ สินค้า OTOP สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน เพื่อโชว์ศักยภาพ ของเกษตรกร ชาวอำเภอบ้านแพ้ว ให้เป็นที่ประจักษ์ แก่สาธารณชนทั่วไป       













                                      
                                      
                                                

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

รองผู้ว่าราชการจ.สมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการหนึ่งใจ...ให้ธรรมะ


เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการหนึ่งใจ...ให้ธรรมะ ซึ่งจัดขึ้นที่วัดยกกระบัตร ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว โดยมูลนิธิมิราเคิลออฟไลน์ ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับ สํานักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ โดยคณะสงฆ์อําเภอบ้านแพ้ว สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สมุทรสาคร โดยมีพระมงคลพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว พระครูสาครธรรมโชติ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร ร่วมเป็นประธานสงฆ์ในการเปิดโครงการ พร้อมด้วยชมรมคนรักในหลวง และนักเรียน โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะให้เด็ก เยาวชน และประชาชนคนไทย ได้มีการเรียนรู้ธรรมะอย่างใกล้ชิด ได้พัฒนาศักยภาพทางด้านอารมณ์ และความคิดสามารถน้อมนําเอาหลักธรรมกลับไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมได้ และเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมและเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เป็นการช่วย ขัดเกลาให้เด็ก เยาวชน และประชาชนคนไทย มีจิตใจที่ดีงาม มีสติ มีสมาธิ ในการดํารงชีวิต อันจะเป็นรากฐานสําคัญในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ภายใต้ปัญหาต่าง ๆ ของ สังคมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า สภาพสังคมไทยปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ขณะเดียวกันความเสื่อมทางจิตใจก็มีมากขึ้นเป็นที่น่าวิตก เช่น ผู้คนไม่เคารพต่อศีลธรรม วัฒนธรรม ประเพณี อันดีงาม ขาดระเบียบวินัย มีค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เป็นการพัฒนาแต่วัตถุไม่พัฒนาจิตใจ สภาพสังคมไทยทั่วไป
โครงการ หนึ่งใจ...ให้ธรรมะ ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนวัดยกกระบัตร โรงเรียนวัดหลักสี่พิพัฒน์ราษฎร์อุปถัมภ์ โรงเรียนทำนบแพ้ว โรงเรียนวัดธรรมโชติ โรงเรียนบ้านวังจระเข้ ที่นํานักเรียน จํานวน 5๐๐ คน เข้าร่วมโดยการอบรมปฏิบัติธรรม และเจริญจิตภาวนา ระยะเวลาจัดกิจกรรม 1 วัน







รมต.ประจำสำนักนายก ฯ ลงพื้นที่สมุทรสงคราม ติดตาม โครงการกองทุนหมู่บ้าน ฯ


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ติดตามการดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามแนวประชารัฐ
เมื่อวันที่ 2 มี.ค.61 เวลา 09.00 น. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 
พร้อมด้วย นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม  ตรวจเยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน  หมู่ที่ 6 ตำบลบางแก้ว  อำเภอเมืองสมุทรสงคราม  โดยมีนายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายประจินต์ ธารศิริสิน ปลัดจังหวัดสมุทรสงคราม นายสุริยา หรือประเสริฐ ประธานร้านค้าประชารัฐกองทุนหมู่บ้านโรงกุ้ง หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ 
 กองทุนหมู่บ้านประชารัฐบ้านโรงกุ้งมีสมาชิก 295 คน  ได้รับเงินจัดสรรจากรัฐบาลตั้งแต่ปี2544 จนถึงปัจจุบัน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,400,000 บาท และจากรัฐบาลชุดปัจจุบันจากโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ  ตามแนวทางประชารัฐปี 2559 เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ปี 2560 เป็นจำนวน 200,000 บาท  เพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชนด้วยการจัดทำเป็นร้านค้าประชารัฐ ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเดินทางไกล เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตลาด ราคามีความใกล้เคียงกับท้องตลาด พร้อมทั้งมีบริการติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้บริการกับสมาชิกโดยทั่วไปด้วย
จากนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมือง รับฟังการนำเสนอโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวประชารัฐตัวอย่างของ 8 จังหวัด การนำเสนอความต้องการสนับสนุนอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมนี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายและชุมชนเมืองและโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวประชารัฐ  แก่คณะกรรมการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองภาคตะวันตกรวมทั้งผสมผสานการดำเนินการ โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน  ตามแนวคิด  ไทยนิยม คือความนิยมความดีของคนไทย  เป็นความดีงามของสังคมไทย อย่างยั่งยืน
ต่อจากนั้นเดินทางไปยังกองทุนหมู่บ้านต้นลำแพน หมู่ที่ 3 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา เพื่อรับฟังรายงานผลและประโยชน์จากการดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน  โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของทุกกองทุนที่สามารถขับเคลื่อนตามแนวนโยบายประชารัฐของรัฐบาลได้อย่างเข้มแข็งในอันที่จะบริหารจัดการสามารถสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปในหมู่บ้านนำดอกผลมาพัฒนากองทุนหมู่บ้านต่อไปได้

















พิธีถวายราชสักการะพระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย



 
รองผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานพิธีถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย
เมื่อวันที่ 2 มี.ค.61 นายรังสรรค์   ตันเจริญ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทยกล่าวถวายราสดุดีเทิดพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย  พร้อมมอบเครื่องหมายมาตรฐานฝีมือแรงงานให้กับสถานประกอบกิจการ 1 แห่งหนังสือรับรองผู้ผ่านการทอดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จำนวน 5 คน และมอบบัตรผู้ผ่านการประเมินความรู้ความสามารถ  จำนวน 5 คน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2513 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน แนะแนวอาชีพ และแข่งขันฝีมือแห่งชาติครั้งที่ 1 ณ ลุมพินีสถาน และมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความเป็นช่างของคนไทย ความตอนหนึ่งว่า "...ช่างทุกประเภท เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของบ้านเมืองและของคนทุกคน เพราะตลอดชีวิตของเรา เราต้องอาศัยและใช้บริการหรือสิ่งต่างๆ ที่มาจากฝีมือของช่างอยู่ทุกวี่ทุกวัน ผู้เป็นช่างจึงสมควรได้รับความเอาใจใส่ สนับสนุนจากทุกๆ ฝ่าย ยิ่งในสมัยปัจจุบัน วิทยาการทุกอย่างเจริญก้าวหน้า ยิ่งจำเป็นต้องส่งเสริมมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ช่างที่มีความสามารถสูง            ให้มีสิงใช้สอยที่มีคุณภาพดีและเพียงพอกับความต้องการในการส่งเสริมนั้น มีปัญหาอันควรจะได้พิจารณาช่วยเหลืออยู่สามประการ ประการแรก ได้แก่ ปัญหาเรื่องการให้ความรู้ทางหลักวิทยาการ และความรู้ทางการออกแบบประการที่สอง ได้แก่ ปัญหาเรื่องฝีมือซึ่งต้องปรับปรุงให้มีความประณีตและประสิทธิภาพได้มาตรฐานจริงๆประการที่สาม ได้แก่ ปัญหาเรื่องการจัดหางานและหาตลาด เพื่อช่วยให้ช่างได้มีงานทำ มีตลาดที่จะส่งสินค้าที่ผลิตได้ไปจำหน่ายการช่วยเหลือทั้งสามประการนี้จะต้องการทำให้สอดคล้องกันไป เพื่อให้ช่างมีรายได้และผลกำไรสำหรับนำมาเป็นทุนรอนสร้างฐานะและความก้าวหน้า ข้าพเจ้าใคร่ขอฝากความคิดทั้งนี้ไว้เป็นแนวปฏิบัติของท่านทั้งหลายต่อไป...."ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงแรงงาน จึงเห็นสมควรถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคมของทุกปีเป็น "วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ"
          กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้น้อมนำมาเป็นแรงดลใจให้ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีมาตรฐาน เพื่อพัฒนาคน เพื่อพัฒนาชาติ และได้ดำเนินการจัดงานวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม ของทุกปี














วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

สตช.ร่วมกับ กสทช.วางมาตรการควบคุมธุรกิจ โทรคมนาคมที่ผิดกฏหมาย


เมื่อเวลา11.30น.วันที่28ก.พ.61 ณ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประชุมหารือวางมาตรการป้องกันและควบคุมผู้ประกอบกิจการและให้บริการโทรคมนาคมที่ได้กระทำผิดกฏหมาย โดยมี พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์(ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล(รอง ผบช.ทท.) พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง(ผบก.ทท.1) พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์(รอง ผบก.สปพ.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก กสทช.หารือร่วมกันเนื่องจาก ได้พบผู้กระทำความผิดโดยได้ใช้บริการโทรศัพท์ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Volp (Voice over Internet Protocol) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ สำหรับการสื่อสารทางโทรศัพท์ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ผ่านชุมสายโทรศัพท์ก็สามารถโทรทั่วโลกได้ โดยกลุ่มมิจฉาชีพได้นำมาใช้กระทำความผิดโดยโทรหลอกเหยื่อผู้เสียหายและสร้างความเสียหายราว 195,394,775บาท จากจำนวน373คดี ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้หารือร่วมกับทาง กสทช.เพื่อที่หาแนวทางป้องกันและปราบปรามกลุ่มแก๊งค์มิจฉาชีพหรือแก๊งค์ Call Center ให้หมดสิ้นไป