pearleus

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข่าว กทม.


 
สุเมธระบุผู้นำสมัยใหม่ ต้องรู้รอบด้าน มีพระเดชและพระคุณ
            โรงแรมพูลแมน 16 ก.พ.- "สุเมธ ตันติเวชกุล" ระบุผู้นำสมัยใหม่ต้องรู้รอบได้ เข้าใจทั้งภูมิศาสตร์และสังคม มีความรับผิดชอบ เสียสละ เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ชี้ต้องมีคุณสมบัติเป็นเหมือนสัตว์ 3 ชนิด และถือศีล 5 จะรักษาตำแหน่งผู้นำได้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "สภาวะผู้นำ ฝ่าวิกฤติประเทศไทย" จัดโดยชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย สรุปว่า เรื่องผู้นำถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่ามนุษย์ หรือ สัตว์มีความเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งผู้นำมีบุคลิกลักษณะที่แข็งแกร่ง มีความโดดเด่น ด้วยการแสดงออกหรือมีพละกำลัง "คำว่าหัวหน้าหมายถึงผู้นำ มีความหมายในตัว คือ หัว และ หน้า แต่ตอนหลังมานี้คนที่เป็นผู้นำเอาแต่หน้า ไม่ค่อยมีหัวเท่าไหร่ เช่น สมัยบรรพบุรุษ เมื่อหัวหน้าออกรบ ทุกคนจะรอดูผล ใครชนะอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ แต่สมัยนี้โลกกลับตาลปัตร หัวหน้าอยู่ใต้ดินคอยสั่งการบังคับบัญชาผ่านระบบไอที บัญชาการรบในจอ และจะตายเป็นคนสุดท้าย คุณสมบัติของผู้นำ คือ ต้องมีความรับผิดชอบ มีความเชี่ยวชาญ รู้ที่ รู้ทิศ รู้ทาง หากผู้นำพาผิดที่ ผิดทิศ ผิดทาง ความหายนะจะเกิดขึ้น ประเทศเราประสบเรื่องนี้หลายครั้ง เพราะมีนโยบายที่ผิด ความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผู้นำในทุกวันนี้ ผ่านมาผ่านไป ไม่มีความรับผิดชอบ" นายสุเมธ กล่าวด้วยว่า หลายคนบอกว่าผู้นำต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ การมีพระเดช ต้องไม่ใช้อย่างพร่ำเพื่อ ไม่ใช้แบบขู่ไปเรื่อย ใครอยู่ตำแหน่งอะไร ได้อำนาจหน้าที่มาต้องใช้อย่างศักดิ์สิทธิ์ จำไว้ว่าอย่าหลงพระเดช ผู้นำบางคนเสพอำนาจจนหลงเหมือนติดยาเสพติด ต้องระวัง เพราะอำนาจไมใช่ของเราตลอดไป หากบริหารจัดการได้ ชีวิตจะมีคามสุข อยู่รอด และที่สำคัญจะทำให้องค์กรและประเทศที่ดูแลเจริญงอกงามไปด้วย ส่วนพระคุณต้องสะสมเอง เพราะเมื่อพระเดชจบ แต่พระคุณยังอยู่ "ผู้นำต้องเป็นผู้รู้ หากไม่รู้ต้องมีกุนซือ หรือนักปราชญ์ ถ้าผู้นำมีที่ปรึกษาที่ดี จะช่วยได้ในเวลาคับขัน เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ซึ่งการบริหารบ้านเมืองต้องเรียนรู้เข้าใจ ทั้งภูมิประเทศ และสังคมว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอย่างไร คนแต่ละภาคมีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าไม่รู้เรื่องเหล่านี้จะบริหารบ้านเมืองได้อย่างไร บางคนรู้ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดมาจากอะไร แต่นั่งเฉย ๆ แก้ปัญหาไม่ได้ ผู้นำเมื่อรู้ปัญหาต้องรีบเข้าไปแก้ไข หรือเวลามีปัญหาต้องให้คนเดินมาเราว่ามีปัญหาให้แก้ไข ถ้าทำได้เช่นนี้จะได้เป็นผู้นำที่ยอมรับได้ ผู้นำต้องเป็นสัตว์ได้หลายอย่าง เป็นนกพญาอินทรี ต้องบินสูง มองภาพรวม มองไกล มองต่ำ พยากรณ์เหตุการณ์ได้ล่วงหน้าตลอดเวลา ผู้นำต้องเป็นเสือ เวลาเสือเคลื่อนไหว จะนิ่งเงียบ ไม่มีอะไรสั่นไหว รอเวลาจังหวะเหมาะสมออกล่า เพราะเสือแรงน้อย ไม่ใช่ไปที่ไหนใครก็รู้ และเวลามีปัญหาต้องไม่โวยวาย คำนวณการใช้ของที่มีน้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมือนกับเสือที่จะล่าเหยื่อ ส่วนสัตว์ชนิดสุดท้าย คือ กวาง การเป็นผู้นำต้องเป็นเหยื่อไปพร้อมกันด้วย กวางไม่หนีเสือ สิงโต นั่นคือความฉลาด เพราะเก็บภาพอยู่ตลอดเวลา แต่รักษาระยะ เหมือนผู้นำต้องเอาปัญหาให้อยู่ในสายตาตลอด ไม่หนีปัญหา ผู้นำบางคนหนีตลอดเวลา  เมื่อปัญหาสะสมวันหนึ่งจะรับไม่ไหว" นายสุเมธ กล่าวนายสุเมธ กล่าวอีกว่า ผู้นำที่ดีต้องรักษาเวลาด้วย อย่าไปต่ออายุให้วุ่นวาย เมื่อหมดหน้าที่ ก็ลงหลังเสือให้เร็วที่สุด ผู้นำต้องสร้างศรัทธาให้ผู้ตามให้ได้  มิเช่นนั้นไปไม่รอด  ศรัทธาสร้างได้ คือ ต้องเสียสละ คนเป็นหัวหน้าต้องละทิ้งความเป็นส่วนตัว ต้องคิดถึงบริวาร นึกถึงส่วนรวม นึกถึงประเทศชาติ  เสียสละ การทำงานให้  ผู้นำต้องมีประชาภิบาล ความยุติธรรม มีศีล 5 ถ้าทำได้ เราจะรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้.- ข้อมูลจากสำนักข่าวไทย
 
  


       

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข่าวสุพรรณ

พลุระเบิดในพิธีเปิดงานเทศกาลตรุษจีน











จากเหตุการณ์พลุระเบิดในพิธีเปิดงานฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ในช่วงหัวค่ำคืนวันที่ 24ม.ค.ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต รวม 4 ราย ได้รับบาดเจ็บเกือบ 100 ราย บ้านเรือนประชาชนถูกแรงระเบิดและไฟไหม้พังเสียหายสิ้นเชิงไม่สามารถเข้าอยู่ได้ 71 หลังคาเรือน และบ้านเรือนเสียหายรวม เกือบ 700 หลังคาเรือน รวมไปถึงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระสงฆ์ โบสถ์ ได้รับความเสียหายจำนวนมาก
ซึ่งทางจังหวัดได้จัดตั้งเต้นที่วัดพระศรีรัตนมหาธรตุเปิดให้เป็นศูนย์อพยพที่พักพิงช่วยคราวช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นวันที่ 2 โดยวันนี้มีทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนออกมาให้ความช่วยเหลือนำอาหารน้ำดื่มมาบริการให้ผู้ประสบภัยพลุระเบิดครั้งนี้
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิด เจ้าหน้าที่วิทยาการ ได้เคลียร์พื้นที่อันตราย เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้ทำลายพลุที่ยังไม่ระเบิดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่กันพื้นที่ในจุดเกิดเหตุห้ามไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่
ซึ่งทางตำรวจได้มาสาธิตจำลองภาพเหตุการณ์ วิธีการจุดพลุเพื่อเป็นแนวทางหาสาเหตุเบื้องต้นของการระเบิดพลุ นอกจากนี้ในเบื้อต้นตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิดได้เก็บหลักฐานกระบอกใส่พลุเป็นท่อไฟเบอร์ ที่ขาดเป็น 2 ท่อนห่างจากจุดเกิดเหตุ ราว 200 เมตร  ซึ่งเป็นสถานที่เก็บพลุที่จะใช้จุดในงานวันต่อไป ซึ่งจุดนี้อาจเป็นสาเหตุที่พลุระเบิด เนืองจากอาจมีการผิดพลาดจนทำให้กระบอกพลุขาดเป็นสองท่อน จากนั้นคาดว่าพลุไม่พุ่งสู้ท้องฟ้า  ส่งผลให้ประกายไฟวิ่งไปติดกับพลุที่เก็บไว้จำนวนมาก ชนิดที่เรียนว่าเป็นคลังแสงดี ๆ  จากพยานและหลักฐานเบื้องต้นสาเหตุน่าจะมาจากพลุไม่ได้มาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กำลังเร่งเก็บหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป
หลังเจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่จนปลอดภัยแล้ว จากนั้นได้ให้เจ้าของบ้านที่ได้รับผลกระทบเข้ามาตรวจดูความเสียหายของบ้านเรือนและตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเองได้ พร้อมได้มีเจ้าหน้าอีกส่วนหนึ่ง เข้ามาสำรวจและบันทึกข้อมูลความเสียหายเบื้องต้นกับผู้ประสบภัย
ซึ่งมีเหยื่อเหตุพลุระเบิดที่เป็นผู้ประสบภัยหลายรายกล่าวว่า ตามที่นายบรรหาร ศิลปอาชา และคณะกรรมการจัดงานให้ข่าวว่าจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่นั้น ไม่ทราบว่าจะมีการช่วยเหลือเยียวยาและจะชดเชยความสูญเสียให้กับชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อพลุระเบิดครั้งนี้แบบไหน จะเป็นการช่วยเหลือเป็นเงินไม่กี่หมื่นบาท หรือเป็นการช่วยเหลือให้ที่อยู่ที่อาศัยชั่วคราว หรือจะสร้างบ้านเรือนและทรัพย์สินที่เสียหายให้ใหม่ ซึ่งชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อพลุระเบิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของตัวเองว่าจะออกมาแบบไหน เนื่องจากผู้ประสบภัยส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ  มีรายได้น้อยหาวันกินวันเท่านั้น
ขณะที่ชาวบ้านบางรายกล่าวว่าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของพี่น้องชาวสุพรรณบุรีมานานนับร้อยปี แต่หลังจากนายบรรหาร มีได้เริ่มสร้างมังกรใหญ่ที่สุดใหญ่โลกมาตั้งแต่ ปี 2548 เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน และจะได้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี กระทั่งมาเมื่อประมาณปี 2551 ได้เกิดเหตุร้ายหรือจะเป็นรางร้ายด้วยหรือไม่ ได้เกิดเหตุที่เกล็ดของมังกรถูกไฟไหม้มาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่โชคดีเจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไฟไว้ได้ โดยการสร้างมังกรสูงใหญ่นั้น จะเป็นการลบหลู่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองหรือเปล่า เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่คู่ชาวสุพรรณบุรี มานานนับร้อยปีไม่เคยเกิดเหตุร้ายลักษณะนี้
นอกจากนี้ชาวบ้านยังวิภาวิจารกันว่าพิธีเปิดงานเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มาตรงกับช่วงการจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จะเป็นการไม่เคารพต่อดวงวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือเปล่า เนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงกอบกู้แผ่นดินไทย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวสุพรรณบุรี เหยื่อพลุระเบิดรายหนึ่งเปิดเผยว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงไม่ควรมองข้ามหรือรบหลู่ อุบัติเหตุหรือเหตุร้ายหลายแห่งอาจมาจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วไปรบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้เจตนาก็เป็นไปได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครปฐม สร้างธูปยักษ์สูงที่สุด หน้าพระร่างที่องค์พระปฐมเจดีย์  จนมาเป็นเหตุร้ายธูปยักษ์ล้มทับมีคนจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก  
ด้าน พล.ต.ต.วีระ บุตรโพธิ์ ผบก.ภ.จ.สุพรรณบุรี กล่าว่าขณะนี้ได้สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์แล้วจำนวนหลายราย เพื่อไว้เป็นพยานและหลักฐานประกอบผลคดี
ล่าสุดนายศุภวัฒน์ จงศิริ หรือในนามฉายาศุภักษร เจ้าของบริษัทคอมอาร์ท โปรดักส์ชั่น จำกัด ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน โดยมี พ.ต.อ.สุทธิ พวงพิกุล พวงพิกุล  รอง ผกก.ภ.จ.สุพรรณบุรี เป็นหัวหน้าชุดสอบสวน ซึ่งนายศุภวัฒน์ให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากการเที่ยวเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เป็นผู้จัดงานเทศกาลตรุษจีนนี้ และตนได้มอบหมายให้นายสยาม สาระเป็น พนักงานบริษัท โดยนายสยามได้ไปติดต่อว่าจ้างให้นายสายธาร แผนดี นำพลุมาจุดโดยเป็นผู้ควบคุมดูแลการจุดพลุงานนี้ โดยวันนี้จึงได้พานายสยาม ลูกน้อง และนายสายธารมาพบพนักงานสอบสวน ส่วนสาเหตุพลุระเบิดนั้นยังไม่ทราบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเสียชีวิต อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้ให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตไปแล้วบางส่วน
ด้าน พ.ต.อ.สุทธิ พวงพิกุล รอง ผบก.ภ.จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่าได้สอบปากคำนายสยาม สาระเป็น พนักงานบริษัท และนายสารธาร แผนดี ผู้รับจ้างจัดการเรื่องพลุไฟในงานเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยขณะนี้ทางตำรวจได้แจ้งข้อกว่าวหากับนายสยามและนายสายธาร ว่ากระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินเสียหายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส สำหรับข้อหาอื่นที่ทางตำรวจจะแจ้งนั้น ว่ามีพาดพิงว่า ผู้ที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าว่าหานั้น กระทำความผิดฐานอื่นอีก พนักงานสอบสวนก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกในภายหลัง   
มงคล สว่างศรี - นิคม หลิวเลิศพิพัฒน์  สุพรรณบุรี   

  

สกู๊ปพิเศษนครปฐม....ครูแดร์



"ครูแดร์ ตำรวจผู้อุทิศตน ต้านภัยยาเสพติดคุกคามเด็กนักเรียน"
    จากการระบาดของยาเสพติดที่แพร่สะพัดไปทั่วโลก แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานของรัฐจะทำการปราบปรามไปเป็นจำนวนมาก ปัญหายาเสพติดก็ไม่อาจที่จะหมดไป เพราะยังมีกลุ่มคนที่ยังต้องการใช้ยาเสพติดเพื่อการเสพ และจากพิษเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด การหาประโยชน์จากผลกำไร การค้ายาเสพติดจึงเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้คนหันมาเป็นเอเย่นต์จำหน่ายยาเสพติดเป็นจำนวนมากแต่กลุ่มเป้าหมายพวกค้ายาเสพติดใช่จะมีเพียงกลุ่มผู้ทำงานมีรายได้เท่านั้น กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ถือว่าเป็นเป้าหมายที่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดพุ่งเป้ามากที่สุด  ด้วยเหตุผลเพราะเด็กนักเรียนยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง การที่จะหาเงินมาใช้จ่ายนอกจากขอพ่อแม่ ผู้ปกครองแล้ว อาจจะต้องทำงานพิเศษได้เงินมาเพียงเล็กน้อยไม่พียงพอต่อค่าใช้จ่ายในสังคมปัจจุบันที่มากด้วยเทคโนโลยีและสิ่งล่อใจ อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ยังเป็นเด็กหัวอ่อนชักจูงได้ง่ายโครงการ D. A.R.E (Drug Abuse Resistance Education) หรือ โครงการ การศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า ครูแดร์  จึงได้เกิดขึ้น เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2541 หลังจากที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บัญชาการสำนักงานตำแห่งชาติ ในขณะนี้ ได้เดินทางไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาดูงานการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามคำเชิญของหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา โดยประเทศสหรัฐฯได้ดำเนินการโครงการ D.A.R.E โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งผ่านการฝึกอบรมไปให้ความรู้เกี่ยวกับภัยยาเสพติดแก่เยาวชนในสถานศึกษาให้รู้จักแนวทางในการปฎิเสธยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ซึ่งภายหลังจากการเดินทางกลับมาโครงการ ครูแดร์จึงได้เริ่มต้นขึ้น โดยทางเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาได้จัดผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการตำรวจไทยในครั้งแรกต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดดำเนินโครงการ D.A.R.E มาตั้งแต่ปี 2542 โดยเป็นโครงการที่มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างตำรวจ โรงเรียน ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และชุมชน อย่างใกล้ชิดในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเด็กนักเรียนปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 7 มีนโยบายที่จะผลิตครูแดร์ ให้ได้จำนวน 661 คน เพื่อทำการสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่จำนวน 2,634 ห้องเรียน และในปี 2555 ตำรวจภาค 7 ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จากสำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการฝึกอบรม ครูแดร์เพิ่มเติม จำนวน 2 รุ่น รวม 96 คน โดยทางตำรวจภูธรภาค 7 ได้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากโรงพักต่างๆมาทำการอบรมและมีการฝึกสอนจริงตามโรงเรียนต่างๆ ก่อนจะคัดเลือกตัวอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปทำหน้าที่ครูแดร์ ซึ่งหลังจากอบรมทั้ง 2 รุ่นนี้แล้ว ตำรวจภาค 7 จะมีครูแดร์ ทั้งสิ้นถึง 461 คน และจะฝึกอบรมเพิ่มเติมในปีถัดปีอีก 200 คน  
          พ.ต.ท.นิมิต ชิตเจริญ พนักงานสอบสวน (สบ.3) กลุ่มงานสอบสวน บก.ปส.2 บช.ปส.ผู้ทำหน้าที่วิทยากร กล่าวว่า D..A.R.E.หรือครูแดร์ เป็นโครงการ การศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็ก โดยใช้ตำรวจที่ได้รับการอบรมเข้าไปสอน นักเรียนในระดับประถมปีที่ 5 -6 และมัธยมต้น เพื่อให้รู้จักการต่อต้านยาเสพติด รู้จักการปฎิเสธเมื่อถูกชักจูง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสูงสุดของ สตช.ที่มุ่งหวังที่จะให้ครูแดร์เข้าไปสอนนักเรียนก็คือให้ไปสอนนักเรียนชั้นป.6 ทั่วประเทศ  โดยวางเป้าหมายไว้ว่าในปี 2558  เด็กนักเรียน ป.6  ทั่วประเทศไทยจะต้องผ่านหลักสูตรครูแดร์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกคน..ด้าน ร.ต.อ.ประถม นันสถิต รอง สวป.สภ.เมืองนครปฐม ผู้เข้ารับการอบรม บอกว่าการเข้ารับการอบรมในครั้งนี้  จะเป็นการอบรมเพื่อให้เข้าถึงเด็กนักเรียน เพื่อนำรูปแบบการตัดสินใจที่ได้จากโครงการแดร์นี้ไปใช้กับเด็กนักเรียน  ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตัดสินใจในการต่อต้านยาเสพติด ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด  และเมื่อได้นำความรู้ที่ได้นี้ไปถ่ายทอดให้กับเด็กนักเรียนแล้ว ก็หวังว่าเด็กนักเรียนจะได้นำความรู้และการตัดสินใจที่ถูกต้องไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
            พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว รอง ผบช.ภ.7 กล่าวว่า การปราบปรามถึงแม้จะมีการจับกุม แต่ก็ไม่เคยมีแนวโน้มว่าการปราบปรามอย่างเดียวจะช่วยทำให้แก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือลดลง ตราบใดที่ยังมีคนใช้ยาเสพติดอยู่ เพราะฉะนั้นนอกจากบทบาทของการปราบปรามแล้ว  ก็ยังมองไปยังการป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มสำคัญ เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในการถูกชักจูงให้เป็นเหยื่อของยาเสพติดได้ง่าย โครงการแดร์ จึงได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจตามโรงพักต่างๆมาทำการอบรมให้มากเพื่อที่จะได้มีปริมาณเพียงพอที่จะเข้าไปสอนเด็กๆตามโรงเรียนต่างๆได้จากระยะเวลาหลายปีที่โครงการครูแดร์นี้เกิดขึ้นมา โดยเฉพาะในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1และภาค7 นับว่าเป็นรูปธรรมมากที่สุด และถือว่าบรรลุเป้าหมายไปได้ในระดับหนึ่งอย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ลูกศิษย์ครูแดร์ ที่ผ่านโครงการนี้ บรรดาครูแดร์ทั้งหลายก็ได้มีการติดตามว่า ศิษย์แดร์ที่เข้าโครงการแต่ละคนมีใครเข้าไปมีส่วนพัวพันกับยาเสพติดบ้าง เฉพาะพื้นที่ภาค 7 มีศิษย์แดร์ประมาณกว่า 1 แสนคน ทั้งประเทศรวมๆแล้วมีกว่า 3 4 แสนคน ก็ปรากฏว่าหลังจากตรวจสอบติดตามย้อนหลังกลับไปในฐานผู้เสพผู้ค้ายาเสพติดตามบัญชีไม่พบว่า ผู้ที่ผ่านโครงการครูแดร์เข้าไปเกี่ยวพันกับยาเสพติดแม้แต่คนเดียว ส่วนตัวครูแดร์ ที่ผ่านการอบรมมา ทุกคนมีการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพไปในทางที่ดี เนื่องจากการที่ถูกเรียกว่า ครู แม้ว่าเขาจะเป็นตำรวจชั้นประทวนแค่จ่าหรือนายดาบ เขาก็สามารถที่จะทำให้คนในชุมชนชื่นชอบและชื่นชม เป็นความภาคภูมิใจของตัวครูแดร์เองอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นผู้เสียสละ ดูแลเด็กๆในโรงเรียนและในชุมชนให้พ้นภัยอันตรายและรู้เท่าทันโทษภัยของยาเสพติด

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข่าวสมุทรสาคร

ตำรวจสีขาว เทิดไท้องค์ราชัน 84 พรรษา เอาชนะยาเสพติด








 ที่ห้องประชุมกองกำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร พันตำรวจเอกประทีป ราญสระน้อย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการตำรวจสีขาว เทิดไท้องค์ราชัน 84 พรรษา เอาชนะยาเสพติด โดยมีพันตำรวจเอกทิวา บุญดำเนิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พันตำรวจเอกอดุลย์ ชายภักตร์ ผู้กำกับการอำนวยการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พันตำรวจเอกจำแรง สุดใจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร กับ ตำรวจกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนลูกจ้างในสังกัด จำนวน 450 นาย ที่มาเข้าร่วมรับการตรวจสารเสพติดในครั้งนี้
พันตำรวจเอกอดุลย์ ชายภักตร์ ผู้กำกับการอำนวยการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ด้วยรัฐบาลได้กำหนดให้นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ เป็นนโยบายเร่งด่วน และมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเร่งรัดสืบสวนปราบปราม ลดปัญหายาเสพติด เน้นการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดและเครือข่าย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกัน ปราบปราม เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งทางตรงและทางอ้อม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานหลัก ในการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบและคัดกรองข้าราชการตำรวจ ทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยตรง และที่สนับสนุนการปฏิบัติให้เป็นผู้ที่ปลอดจากสารเสพติด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปี 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา สมควรที่ข้าราชการตำรวจทุกนาย จะได้แสดงพลังประกาศเจตนารมณ์รวมพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด เพื่อสนองแนวพระราชดำริในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด โดยข้าราชการตำรวจต้องปลอดจากยาเสพติด จึงจัดทำโครงการตำรวจสีขาว เทิดไท้องค์ราชัน 84 พรรษา เอาชนะยาเสพติดนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการสนองแนวพระราชดำริในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและรองรับคำสั่งศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติที่ 13/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 เรื่องโครงการ 84 พรรษาเทิดไท้องค์ราชัน เอาชนะยาเสพติด , เพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดและบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสียเอง ตลอดจนยังเพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดและบังคับกฎหมายเป็นที่ยอมรับของประชาชน
ทั้งนี้หลังจากที่มีการตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 450 นาย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งผลการตรวจให้ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้รับทราบ ซึ่งในส่วนของข้าราชการตำรวจหรือลูกจ้างที่ตรวจพบปัสสาวะเป็นสีม่วงนั้น ทางคณะกรรมการผู้ตรวจหาสารเสพติดและเจ้าหน้าที่ ก็จะส่งปัสสาวะนั้นไปพิสูจน์ที่ห้องแล็ปอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาตัวยาที่ทำให้ปัสสาวะเป็นสีม่วงว่าเป็นตัวยาชนิดใด ใช่สารเสพติดหรือไม่ เพราะบางครั้งตัวยาซึ่งเป็นส่วนประกอบในยาแก้ไข้หวัด แก้ไอ หรือยาแก้แพ้ ก็ทำให้ปัสสาวะเป็นสีม่วงได้เช่นเดียวกัน

ข่าวบ้านแพ้ว

แถลงข่าวคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน



       เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 เวลาประมาณ 04.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแพ้วได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตบนถนนสายบ้านแพ้ว-สวนส้ม หมู่ 3 ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จึงร่วมกันออกตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบศพนายแง้ ปุยสมุทร อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/4 หมู่ 2 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อาชีพรับจ้างเป็นพนักงานบริษัท วีไทร์รับเบอร์ฯ ปากทางถนนบ้านแพ้ว – พระราม 2 และปล่อยเงินกู้นอกระบบตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรถ จยย.ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน ทะเบียน กษย 396 สมุทรสาครของผู้ตายล้มอยู่บนพื้นถนนและพบวัตถุของกลาง คือ
1.             ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 4 ปลอก
2.             หัวกระสุนปืนทองแดง 1 หัว
3.             ถุงพลาสติกขนาดเล็กชนิดผนึกปาก บรรจุเกล็ดสีขาวขุ่น จำนวน 4 ถุง
สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะด้านหลัง 1 แห่ง บริเวณด้านหลัง 3 แห่ง จากการสอบสวน นางแสงดาว จูคลองตัน ภรรยาผู้ตาย ทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันเกิดเหตุผู้ตายขี่รถ จยย. คันที่พบในที่เกิดเหตุออกจากบริษัทฯ หลังเลิกงานและมาถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย
        สอบสวนพยาน (ขอปิดนาม) ทราบว่าเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2554 ผู้ตายได้ทวงเงินกู้จำนวน 200,000 บาท จากนางเรียม หรือ ธิดาพร จูคลองตัน แต่นางเรียมหรือดาพรฯ ไม่มีเงินคืนให้จึงเกิดโต้เถียงกันและนายแง้ฯ ได้ทำร้ายร่างกายนางธิดาพรฯและน.ส.ปัทมา ปานเจริญ บุตรสาวของธิดาพรฯได้รับบาดเจ็บแต่มิได้มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีกัน หลังจากนั้นฝ่ายนายแง้ฯ ผู้ตายได้พูดจาลักษณะดูหมิ่นนายศิวะ หรือ กุ้ง ชาวนาใต้แฟน น.ส.ปัทมาฯ ว่านายกุ้งไม่สามารถทำอะไรนายแง้ฯได้ และท้าทายว่าหากนายกุ้งฯแน่จริงก็ให้เจอกับนายแง้ฯได้ นายศิวะ หรือ กุ้งฯทราบเรื่องจึงพูดกับเพื่อนๆ ว่าต้องการแก้แค้นนายแง้ฯ ต่อมานายศิวะหรือกุ้งฯ ได้ชวนนายปราโมทย์ ชมบ้านแพ้วซึ่งเป็นเพื่อนกันวางแผนใช้อาวุธปืนยิงนายแง้ฯ โดยในวันเกิดเหตุนายปราโมทย์ฯ ได้ขี่รถ จยย. ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ ทะเบียน ขขค 279 สมุทรสาครให้นายศิวะหรือกุ้งฯจนเสียชีวิตดังกล่าวต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขอศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายจับนายศิวะหรือกุ้งฯและนายปราโมทย์ฯ ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งศาลได้ออกหมายจับลำดับที่ จ.45 และ 46/2555 ตามลำดับและในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับกุมนายศิวะฯและนายปราโมทย์ฯ ดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาดังกล่าวพร้อมยึดรถ จยย. ทะเบียน ขขค279 สมุทรสาคร ไว้เป็นของกลางในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาซึ่งจะได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการพิจารณาโดยเร็วต่อไป

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555