pearleus

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สำนึกรักบ้านเกิดของชมรมชาวปักษ์ใต้สมุทรสาคร

เมื่อ 26 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ท่านจิรพนธ์ วีระชาญชัย  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวสมุทรสาคร  ท่านสำเริง สินธูระหัฐ  ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรสาคร พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.ท.สมชาย ขอค้า รองผกก.สส.สภ.โคกขามที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมปักษ์ใต้สมุทรสาคร นายประเทือง ดวงมุสิทธิ์ ประธานชมรมปักษ์ใต้สมุทรสาคร จัดกิจกรรมสำนึกรักบ้านเกิด  ร่วมกับ  บริษัทพ่อเต่า จำกัด ชมรมพลังรวมใจ ดร.สุนทร วัฒนาพร อดีต สว.สมุทรสาคร กลุ่มเพื่อน พ้อง น้อง พี่ ถวายกฐินให้วัดควนเคี่ยม พร้อมถวายโต๊ะกลมจำนวน 50 ตัวเก้าอี้จำนวน 500 ตัว มอบถนนคอนกรีตให้กับโรงเรียนวัดควนเคี่ยมและมอบอุปกรณ์การศึกษาให้กับนักเรียน มอบอุปกรณ์ออกกำลังกายให้กับผู้นำท้องถิ่นหมู่บ้านควนเคี่ยม มอบคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ให้งานสืบสวน สภ.ป่าบอน จ.พัทลุง ปิดท้ายแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมปักษ์สมุทรสาครกับ ทีมผู้นำท้องถิ่นควนเคี่ยม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทีดีต่อกันอีกด้วย















บ้านแพ้วรวมใจถวายอาลัย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ"พ่อหลวง"


เมื่อ 2พ.ย. 59 เวลา 16.30 น. ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ นายอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร นำคณะส่วนราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงาน กำนันผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรผู้ช่วยแพทย์ประจำตำบล ประชาชนอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอข้างเคียง จัดกิจกรรมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ประตูน้ำบางยาง คลองดำเนินสะดวก ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว โดยมีพระสงฆ์ 199 รูป นำโดยท่านเจ้าคุณพระมงคลพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหลักสี่ราษฎรสโมสร ในฐานะเจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว ร่วมสวดพระพุทธมนต์ จุดเที่ยนถวายความอาลัยและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี  เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย
ร.ต.ท.ภพชนก กล่าวถึง เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรผู้ที่ประสบอุทกภัย ให้กำลังใจชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนั้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2496 ถือว่าเป็นความโชคดีของชาวบ้าน และยังมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประตูน้ำบางยาง






















วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นครปฐม กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการกล้วยไม้ ร่วมจุดเทียนแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 กลุ่มเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ร่วมกับผู้ประกอบการส่งออกกล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐม พร้อมใจนำกล้วยไม้สีขาวกว่า 4,500 กิโลกรัม ประดับตกแต่งพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณหน้าพุทธมณฑล โดยมีประชาชนเป็นจำนวนมากร่วมจุดเทียนแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
              วันที่ 31 ตุลาคม 2559 ที่บริเวณลานหน้าพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กลุ่มเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ร่วมกับผู้ประกอบการส่งออกกล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐม ร่วมแสดงพลังความจงรักภักดี โดยพร้อมใจนำกล้วยไม้สีขาวกว่า 4,500 กิโลกรัม ประดับตกแต่งพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการรจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกหมู่เหล่า กว่า 3,000 คน ร่วมจุดเทียนและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อวางศิลาฤกษ์พระประธานพุทธมณฑล วันที่ 29 กรกฎาคม 2498 เพื่อฉลองมงคลกาลสมัยที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ 2,500 ปี ในวันวิสาขบูชา 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในจังหวัดนครปฐมอีกหลายครั้ง ตลอดจนพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้ชาวนครปฐมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีระบบชลประทานสมบูรณ์แบบ เป็นแหล่งผลิตอาหาร ผลไม้ ที่มีชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งพสกนิกรต่างน้อมนำแนวทางแห่งพระบรมราโชวาท แนวพระราชดำริ หลักการทรงงาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขตราบจนทุกวันนี้






พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวง พระราชทาน ณ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม

วันที่ พฤศจิกายน 2559 เวลา 16.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวง พระราชทาน ณ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ข้าราชการ และประชาชน เฝ้ารับเสด็จ 
          จากนั้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จขึ้นสู่พระวิหารพระร่วงโรจนฤทธิ์ ทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระร่วงโรจนฤทธิ์ ทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธรูปปางประสูติ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 6 พระสรีรางคารพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระป่าเลไลยก์
          ต่อจากนั้น เสด็จออกจากพระวิหารพระร่วงโรจนฤทธิ์ ไปยังพระวิหารหลวงทิศตะวันออก ทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธมหาวชิรมารวิชัย ทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธรูปประจำพระวิหารหลวงทิศตะวันออก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ทรงโปรยดอกไม้บนพระแท่นปฐมเทศนา ทรงพระสุหร่าย และทรงเจิมระฆัง 3 ใบ
          หลังจากนั้น เสด็จออกจากพระวิหารหลวงทิศตะวันออกไปยังพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปศิลาขาว พระประธานประจำพระอุโบสถ ทรงกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน ทรงประเคนเครื่องบริวารกฐินแด่พระสงฆ์ผู้ครองผ้าพระกฐิน และทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก
          โอกาสนี้ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ถวายของที่ระลึกแด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
สำหรับวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร ภายในวัดมีองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นปูชนียสถานอันสำคัญของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมายาวนานในแผ่นดินสุวรรณภูมิ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ รูประฆังคว่ำ ปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมา ก่ออิฐ ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร 4 ทิศ กำแพงแก้ว 2 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการบูชาของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วโลก  ทางวัดจึงได้กำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง วันแรม ค่ำ เดือน 12 รวม วัน  9 คืน เป็นประจำทุกปี









มท.เร่งช่วยเหลือชาวนา


ปลัดมหาดไทยสั่งด่วนทุกจังหวัด เร่งช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวนา กำหนดมาตรการทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะต่อไปโดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
     วันนี้ (2 พ.ย.59)นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารว่าขณะนี้ราคาข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตปี 2559/60  มีราคาตกต่ำทำให้เกษตรกรชาวนาได้รับความเดือดร้อน 
      ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในฐานะผู้รับผิดชอบประจำพื้นที่ ได้ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการ ลงไปบูรณาการและอำนวยการ ร่วมกับ ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ โดยให้ดำเนินการ ดังนี้
   มาตรการเร่งด่วน ให้ใช้เวทีการประชุมภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือชาวนา โดยจัดประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด หรือ คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด โดยเชิญผู้แทนชาวนาในพื้นที่ ผู้แทนสมาคมโรงสี หรือชมรมโรงสีในพื้นที่ หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัด เข้าร่วมการประชุม โดยให้รายงานสถานการณ์ผลผลิตข้าวและราคาข้าวให้ที่ประชุมทราบ และร่วมกันหารือถึงมาตรการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนาในระดับพื้นที่เป็นการเบื้องต้นก่อน ซึ่งในการประชุมฯ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งพ่อค้าโรงสีและชาวนาได้มีเวทีพูดคุยทำความเข้าใจกัน 
    และมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าประชุมในเวทีดังกล่าว ดำเนินการ ดังนี้
      1. มอบหมายคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และเกษตรจังหวัด สอดส่องตรวจตราการรับซื้อข้าวของผู้ประกอบการโรงสี และภาวะการซื้อขายข้าวในพื้นที่ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ 
    2. ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรฯ มีโครงการและแผนงานช่วยเหลือชาวนาตามมาตรการต่างๆหลายประการ เช่น การช่วยเหลือเงินชดเชยชาวนาที่ประสบภัยน้ำท่วม โครงการชะลอการขายข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรฯ โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่เกษตรเชิงรุกหรือโซนนิ่ง และโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  ดังนั้น ขอให้ทุกหน่วยลงไปทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรให้เข้าใจถึงขั้นตอนการช่วยเหลือและมาตรการต่างๆรวมทั้งเงื่อนไขในการช่วยเหลือตั้งแต่การเริ่มเพาะปลูก จนกระทั่งเก็บเกี่ยวและขายผลผลิต สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ชาวนาด้วยว่าขณะนี้ประเทศอื่น มีการเพาะปลูกข้าวมากขึ้น ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้การส่งข้าวไทยไปขายในตลาดต่างประเทศลดลงด้วยเช่นกัน 
      3. ให้จังหวัดแจ้งอำเภอเปิดเวทีศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ เพื่อเป็นช่องทางของชาวนาในการร้องเรียนและรับฟังความเดือดร้อนโดยตรงและให้อำเภอรวบรวมข้อร้องเรียนหรือข้อเสนอต่างๆในระดับพื้นที่ เสนอมายังระดับนโยบายให้รับทราบและพิจารณาอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องให้ชาวนาไปเคลื่อนไหวโดยใช้มวลชนมากดดันหรือกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณะและผิดกฎหมาย
      สำหรับมาตรการระยะต่อไปจะใช้มาตรการในการแนะนำชาวนา โดยจัดชุดปฏิบัติการตำบล (ชปต.) ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการหลายๆหน่วย เช่น ปลัดอำเภอ พัฒนาการตำบล เกษตรตำบล เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ รวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ชี้แจงและแนะนำชาวนาในพื้นที่ เช่น การแนะนำเกี่ยวกับการลดความชื้น ทำข้าวเปลือกให้แห้งก่อนนำไปขาย รณรงค์แนะนำสร้างความเข้าใจให้หันมาทำการเกษตรแบบประณีต การใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ที่ประชาชนนิยมบริโภคและเหมาะสมกับพื้นที่ การลดต้นทุนการผลิตโดยแนะนำชาวนาให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตแล้วยังสามารถผลิตข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายได้ในราคาสูงหรือการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไว้ใช้เพาะปลูกในรอบต่อไปด้วย 
     หรือ การช่วยเหลือชาวนาขายผลผลิตโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เช่น รณรงค์ให้ชาวนาที่มีศักยภาพขายข้าวเอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สำนักงานการค้าภายใน จังหวัด พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ประชารัฐ เป็นแกนกลางในการจัดสถานที่ให้ชาวนาขายข้าวกับผู้บริโภคโดยตรง หรือให้ความช่วยเหลืออื่นๆเป็นต้น
  ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกระทรวงมหาดไทยจะเน้นย้ำในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชาวนา โดยให้จังหวัดเร่งรณรงค์ให้พี่น้องเกษตรกรรับทราบอย่างกว้างขวางและถูกวิถีทางเพื่อให้หันมาดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตาม  พระราชดำริ เช่น การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำเกษตรแผนใหม่แบบผสมผสาน การปลูกพืชสวนครัว และการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาแทนซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่ชาวนา โดยขอให้จังหวัดจัดทำโครงการส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวนารู้จักทำบัญชีครัวเรือนเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของครอบครัวตนเองด้วย ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยได้จัดส่งแนวทางบริหารจัดการข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนาปีการผลิต 2559 /60 เพื่อให้จังหวัดสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมต่อไป

อธิบดีส.ค.เผยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม ความเสมอภาคทางเพศ-ครอบครัว ระดับรมต.เอเชียตะวันออก17ปท. แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาร่วมกัน

นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เปิดเผย  ถึงความพร้อมในการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชียตะวันออกด้านครอบครัวและด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ (The East Asia Ministerial Forum and Gender Equality)โดย กระทรวงฯเป็นเจ้าภาพซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย  โดยจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ธ.ค.59 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความเห็นชอบของการประชุมครั้งที่ 5 พ.ศ.2556  ณ ประเทศจีน และครั้งที่ 6 ปี 2557 ณ กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แยกเป็นการประชุมด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายและด้านครอบครัวออกจากกัน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ให้มีการรวมการประชุมทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน เนื่องจากหลายประเทศรับผิดชอบงานด้านความเสมอภาพและครอบครัวกระทรวงเดียวกันและเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
                อธิบดีกรมสตรีฯกล่าวต่อว่า สำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลนโยบาย การสร้างกรอบดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาและการประยุกต์การทำงานแห่งสตรีและสถาบันครอบครัวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับที่ดีขึ้น
                โดยเบื้องต้นมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 50 ท่าน แยกเป็น เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส 25 ท่าน ระดับรัฐมนตรี 25 ท่าน จาก 17 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศที่ดูแลด้านครอบครัวและสตรี อยู่ในกระทรวงเดียวกัน มี  9 ประเทศ ได้แก่ ไทย บรูไนดารุสซาลาม  ราชอาณาจักรกัมพูชา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐเกาหลี ไทย และประเทศที่มีกระทรวงด้านครอบครัวและสตรีแยกจากกันอีกจำนวน 8 ประเทศ ได้แก่  เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
สาธารณรัฐติมอร์-เลสเต และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
สำหรับหัวข้อหลักของการประชุม คือ สังคมที่เป็นมิตรกับครอบครัว : การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน
สถาบันครอบครัวและส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ” “A Family - Friendly Society : A contribution to the Achievement of SDGs through Families and Gender Equality”
                อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้ ไทยจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติหรือแบบอย่างที่ดีในการดำเนินงานด้านครอบครัวและด้านความเสมอภาคระหว่างเพศของประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งอาจนำมาปรับใช้กับการทำงานของประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยต่อไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศที่จะได้ทำงานด้านครอบครัวและความเสมอภาคระหว่างเพศร่วมกัน              
                โดยรูปแบบการประชุมประกอบด้วย : การประชุมระดับรัฐมนตรี การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลรายประเทศ (Country Presentation) การพิจารณาและรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) การศึกษาดูงานในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา รัฐมนตรีหรือหัวหน้าคณะผู้แทน 16 ประเทศเข้าพบเพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรี
                พร้อมกันนี้ได้จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “สถาบันครอบครัวและความเสมอภาคระหว่างเพศบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  “Challenges to Reaching A Family-Friendly Society and Gender Equality”โดย อจ.นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ 
                นายเลิศปัญญา กล่าวด้วยว่า  เนื่องจากช่วงนี้ ประเทศไทยของเราอยู่ในช่วงของความเศร้าโศกจากการเตรียมความพร้อมในการจัดการประชุมมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก ขอให้สื่อมวลชนประชาสัมพันธ์การจัดประชุมนี้ รวมถึงเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพ 
                "ก่อนเริ่มการประชุม ได้กำหนดให้มีการยืนถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านแล้ว ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนามนุษย์" นายเลิศปัญญา ระบุและว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 หรือเมื่อ 10 ปีผ่านมา นายโค ฟีอันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล "ความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award)ซึ่งเป็นรางวัลชิ้นแรกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

                นอกจากนี้สัญลักษณ์การจัดการประชุมครั้งนี้ ยังมีการนำเครื่องทองน้อยมาประดับไว้บน โลโก้การจัดประชุม เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน  ในส่วนของกรมฯซึ่งเป็นเจ้าภาพ ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านและติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้ย้ำและเน้นด้านการต้อนรับและการดูแลด้านความปลอดภัย ซึ่งได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว